บลจ.กสิกรไทยชี้ ส่งออกไทยยังขยายตัวรับอานิสงส์เทคโนโลยีเติบโต ความต้องการสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงทั่วโลกพุ่ง คาดส่งออกทั้งปีมีแนวโน้มโต 8% ระบุตลาดหุ้นไทยยังขาดปัจจัยใหม่ ต้องจับตานโยบายการค้าสหรัฐฯ และตัวเลขแรงงานสหรัฐฯ ที่มีผลต่อทิศทางดอกเบี้ย พร้อมแนะจัดพอร์ตการลงทุน Core 80% Satellite 20% ชู3กองกลุ่ม K-WealthPLUS Series ทางเลือกพอร์ตหลักนักลงทุน
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.)กสิกรไทย จำกัด (KAsset) เปิดเผยรายงาน INVESTMENT WEEKLY 29 มิ.ย. – 3 ก.ค. 2026 ระบุว่า การส่งออกไทยเดือนพ.ค. ยังขยายตัวได้จากแรงหนุนของอุปสงค์เทคโนโลยีที่เติบโตแต่ไทยยังคงขาดดุลการค้าที่ 5,711.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม ระดับการขาดดุลปรับลดลงจากเดือนก่อน โดยมูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 34,333.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 10.6% (เทียบรายปี) ชะลอลงจาก 23.1% ในเดือนก่อน ขณะที่การนำเข้าอยู่ที่ 40,044.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 35.1% (เทียบรายปี) ชะลอลงจาก 45.0%
การส่งออกยังได้รับแรงหนุนจากความต้องการสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนด้าน AI และ Data Center ทั่วโลก ขณะที่การนำเข้ายังคงเร่งตัวเพื่อบริหารความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีจากสหรัฐฯ โดยไทยนำเข้าจากจีนในสัดส่วนกว่า 30% ส่วนใหญ่เป็นสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นการนำเข้าเพื่อส่งออกต่อ
ทั้งนี้ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ประเมินว่า การส่งออกไทยทั้งปีมีแนวโน้มขยายตัวราว 8%
มุมมองการลงทุน
KAsset มองว่า การเติบโตของการส่งออกไทยมีแนวโน้มจะปรับเข้าสู่ระดับปกติในระยะข้างหน้า หลังจากเร่งตัวแรงในช่วงก่อนหน้า แม้ว่ายังมีโอกาสที่การเติบโตจะดีกว่าคาด จากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ตามการลงทุนด้าน AI และ Data Center ทั่วโลกที่ขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่การนำเข้ามีแนวโน้มขยายตัวเร็วกว่าการส่งออก ส่งผลให้ดุลการค้ายังคงขาดดุล อย่างไรก็ตาม จากพัฒนาการสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่เริ่มคลี่คลายทำให้ราคาน้ำมันซึ่งเป็นสินค้านำเข้าสำคัญของไทยปรับลดลง ส่งผลให้การนำเข้าอาจจะทยอยชะลอตัวลงเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ต้องติดตามนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่จะเป็นปัจจัยสร้างความผันผวนในระยะถัดไป
ปัจจัยที่ต้องติดตาม
หุ้นต่างประเทศ
จับตาตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯ ทั้งการจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราการว่างงาน (2 ก.ค.) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางดอกเบี้ย
หุ้นไทย
ตลาดหุ้นไทยยังขาดปัจจัยใหม่เข้ามาสนับสนุน ขณะที่ทิศทางการเคลื่อนไหวของดัชนียังคงถูกกำหนดโดยปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะตามทิศทางหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ซึ่งมีอิทธิพลต่อบรรยากาศการลงทุนในภาพรวม
ตราสารหนี้ไทยและต่างประเทศ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรมีแนวโน้มทรงตัว หลังตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ออกมาสอดคล้องกับที่ตลาดคาด ลดแรงกดดันต่อการปรับทิศทางนโยบายการเงิน
ทองคำ
ราคาทองคำมีแนวโน้มผันผวน ท่ามกลางทิศทางนโยบายการเงินที่ยังคงเข้มงวด อย่างไรก็ตาม การที่ตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ออกมาสอดคล้องกับที่ตลาดคาด ช่วยบรรเทาความกังวลและจำกัดแรงกดดันต่อราคาในระยะสั้น
น้ำมัน
ราคาน้ำมันมีแนวโน้มอ่อนตัว หลังความเสี่ยงด้านอุปทานผ่อนคลายจากการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่เพิ่มขึ้น แต่สถานการณ์ยังเปราะบาง จากเหตุโจมตีเรือบรรทุกสินค้า ซึ่งเพิ่มความไม่แน่นอนในระยะสั้น
พอร์ตการลงทุนแนะนำ Core 80% Satellite 20% โดย Core Port แนะนำให้เลือก 1 กองทุนที่
ไม่ต้องปรับพอร์ตเองได้แก่K-WPBALANCED
K-WPSPEEDUPK-WPULTIMATE หรือทางเลือกที่ 2 สามารถปรับสัดส่วน ตราสารหนี้/หุ้นเองK-GDBOND K-GNEXT
ขณะที่ Satellite Port อีก20% แนะนำเป็นกองหุ้น ได้แก่ K-GPIN K-GINFRA K-GTECH K-ATECH และK-VALUE และการลงทุนทางเลือก เช่น K-PROPI
ส่วนกองทุนสำหรับพักเงินและกระจายความเสี่ยง แนะนำ กองทุน K-SF : ลงทุนอย่างน้อย 1-3 เดือน กองทุน K-SFPLUS : ลงทุนอย่างน้อย 3-6 เดือน
และกองทุน K-FIXEDPRO : ลงทุนอย่างน้อย 1.5 ปี