ตลาดตราสารหนี้ไทย ณ สิ้นไตรมาสที่สองปี 2569 ขยายตัว 2.0% มูลค่าคงค้างรวม 18.3 ล้านล้านบาท โดยการออกหุ้นกู้ภาคเอกชนกลับมามีมูลค่าเพิ่มขึ้น 2.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ในส่วนของนักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิสะสมอยู่ที่ 30,043 ล้านบาท โดยผลสำรวจการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายคาดว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.0% ตลอดทั้งปี

นางสาวอริยา ติรณะประกิจ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวสรุปประเด็นสำคัญ ดังนี้

  • มูลค่าตลาดตราสารหนี้ไทยขยายตัว 2.0% จากสิ้นปี 2568: โดย ณ สิ้นไตรมาส 2/2569
    มูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทยเท่ากับ 3 ล้านล้านบาท (คิดเป็น 96% ของ GDP) เพิ่มขึ้น 2.0% จากสิ้นปีที่ผ่านมา เป็นการเพิ่มขึ้นของพันธบัตรรัฐบาลเป็นสำคัญ
  • การออกตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาวเท่ากับ 409,670 ล้านบาท: ในช่วง 2 ไตรมาสแรกของปี 2569 มูลค่าการออกตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาว (หุ้นกู้) เท่ากับ 409,670 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7%
    เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการออกเพิ่มขึ้นของหุ้นกู้กลุ่ม Investment Grade (IG) โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มียอดการออกสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ENERGY FINANCE และ PROPERTY ตามลำดับ
  • มูลค่าหุ้นกู้ครบกำหนดในครึ่งหลัง ปี 2569 เท่ากับ 416,877 ล้านบาท: ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จะมี
    หุ้นกู้ครบกำหนดชำระรวม 416,877 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นกู้ในกลุ่ม Investment Grade 90% และ High Yield
    (รวม Non-rated bond) อีก 10% โดยผู้ออกหุ้นกู้รายใหญ่ 10 อันดับแรกอยู่ในกลุ่ม Investment Grade มีอัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio) ระหว่าง 2.08 -10.6 เท่า ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt to Equity) ส่วนใหญ่อยู่ในระดับไม่เกิน 2 เท่า
  • นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทย 30,043 ล้านบาท: ในไตรมาส 2/2569 นักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อสุทธิอีก 10,453 ล้านบาท ต่อเนื่องจากไตรมาสแรก โดยเป็นการซื้อสุทธิในเดือนเมษายนและพฤษภาคม
    และขายสุทธิในเดือนมิถุนายหลังจากเริ่มมีความชัดเจนในการเจรจายุติสงครามสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน ทำให้
    ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทยรวม 30,043 ล้านบาท และมียอดการถือครอง
    47 แสนล้านบาท คิดเป็น 5.2% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย โดยตราสารหนี้ไทยที่ต่างชาติถือครองมี
    อายุคงเหลือเฉลี่ย 8.5 ปี เพิ่มขึ้นจาก 8.1 ปี เมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา
  • เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับตัวสูงขึ้น: ในครึ่งแรกของปี 2569
    เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย (Government Bond Yield Curve) มีความชันมากขึ้นในลักษณะ
    Bear Steepening จากความกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นจากผลกระทบของสงคราม ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 Bond yield ไทยรุ่นอายุ 2 ปี 5 ปี และ 10 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3 bps 32 bps และ 40 bps. จากสิ้นปี 2568 มาอยู่ที่ระดับ 16% 1.60% และ 2.06% ตามลำดับ

 

  • เส้นอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ภาคเอกชนปรับตัวสูงขึ้นในทิศทางเดียวกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล: ในครึ่งแรกของปี 2569 อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ทุกอันดับเครดิตปรับตัวสูงขึ้น 14-34
    ในทิศทางเดียวกับพันธบัตรรัฐบาล อย่างไรก็ตาม หุ้นกู้อันดับเครดิต AAA AA และ A มีส่วนชดเชยความเสี่ยง
    ด้านเครดิต (Credit Spread) ใกล้เคียงจุดต่ำสุดในรอบ 6 ปี สะท้อนถึงพฤติกรรม Flight to Quality ของผู้ลงทุน ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้รุ่นอายุ 5 ปี อันดับเครดิต AAA,  AA,  A และ BBB+ ขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1.98%  2.26%  2.66% และ  4.12% ตามลำดับ
  • อัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มีแนวโน้มทรงตัว: ผลสำรวจจากผู้ร่วมตลาดส่วนใหญ่คาดว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ส่วน Bond yield ไทย 5 ปี คาดว่า
    จะทรงตัวในระดับ 60% โดยมีกรอบการเคลื่อนไหวในช่วง 1.58-1.77% และ Bond yield ไทย 10 ปี มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นจาก 2.06% ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 เป็น 2.19% – 2.33% ในช่วงครึ่งหลังของปี โดยมีปัจจัยหลักจากแผนการระดมทุนของภาครัฐ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของประเทศเศรษฐกิจชั้นนำ
    และส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยกับสหรัฐอเมริกา

พร้อมกันนี้ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ได้เปิดเผยถึงแผนยุทธศาสตร์ 4 ปี (2569 – 2572) “The RISE of Thai Bond Market”  เพื่อยกระดับ และขับเคลื่อนตลาดตราสารหนี้ไทย ภายใต้หลักการ
“Trust, Innovation, and Sustainability”  เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายสูงสุดในการสร้างตลาดตราสารหนี้ที่ยั่งยืน ประกอบด้วย

R: Roles & Regulation (ยกระดับบทบาทและการกำกับดูแลเชิงรุก) – ยกระดับเกณฑ์ SRO เชิงรุกเพื่อปกป้อง
นักลงทุนตั้งแต่ตลาดแรก ควบคู่กับการเป็นตัวกลางขับเคลื่อนนโยบายและร่วมเสนอแนะปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการคุ้มครองผู้ลงทุน รวมถึงขยายบทบาทในการเป็นที่ปรึกษาระดับนานาชาติเพื่อส่งออกโมเดลของ ThaiBMA ไปสู่ตลาดเกิดใหม่

I: Infrastructure Modernization (การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานรองรับยุคดิจิทัล) – สร้างโครงสร้างพื้นฐาน
ข้อมูลกลางของตลาด (Information Backbone) ซึ่งรวมถึงการพัฒนาระบบขึ้นทะเบียนตราสารหนี้รูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงกับสำนักงาน ก.ล.ต. อย่างไร้รอยต่อ  การเปิดตัวระบบ BHR Portal เพื่อเพิ่มศักยภาพการกำกับดูแลให้แก่ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ และการยกระดับแอปพลิเคชัน MeBond ให้ตอบสนองนักลงทุนรายย่อย

S: Sustainability & Education (การส่งเสริมความยั่งยืนและองค์ความรู้) – จัดตั้งศูนย์กลางข้อมูล ESG Bond Data Hub ตามมาตรฐานสากล ICMA  ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ตราสารหนี้ (Bond Literacy)

E: Expanded Products & Valuation (การขยายผลิตภัณฑ์บริการและการประเมินมูลค่าด้วย AI) – ยกระดับการให้บริการข้อมูลและการประเมินมูลค่าตราสารหนี้ให้ครอบคลุมนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ เช่น Tokenized products และเตรียมเปิดตัว “Bond AI” เพื่อเป็นผู้ช่วยนักลงทุนรายย่อย พร้อมทั้งนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการวิเคราะห์ตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ

 

“เป้าหมายของแผนยุทธศาสตร์ RISE ในครั้งนี้ คือการขับเคลื่อนตลาดตราสารหนี้ไทยไปสู่การเป็น ‘Sustainable Bond Market’ หรือตลาดตราสารหนี้ที่ยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งการเติบโตด้านนวัตกรรม ความน่าเชื่อถือในระบบกำกับดูแล และการเป็นเสาหลักที่แข็งแกร่งในการสนับสนุนเศรษฐกิจสีเขียวและสังคมไทยอย่างยั่งยืน
โดย ThaiBMA พร้อมจับมือกับพันธมิตรทุกภาคส่วนเพื่อผลักดันวิสัยทัศน์นี้ให้สำเร็จตามแผนงาน”  
กรรมการผู้จัดการ ThaiBMA กล่าว

Related Articles

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *