บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ “NOBLE” เดินหน้าบริหารสินค้าคงเหลือเชิงรุก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารเงินทุนหมุนเวียนและสร้างกระแสเงินสด โดยในไตรมาส ปี 2569 บริษัทฯ มีรายได้รวม 1,091 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 32 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีผลขาดทุนสุทธิ 418 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักจากรายได้ธุรกิจให้เช่าและบริการที่ลดลงตามความคืบหน้าของโครงการร่วมทุนที่ทยอยก่อสร้างแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2568 การรับรู้การปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือให้เป็นมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NRV Loss) ซึ่งเป็นรายการ One-time จากการปรับกลยุทธ์ด้านราคาให้สอดคล้องกับภาวะการแข่งขันในตลาด รวมถึงต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นจากการรับรู้ดอกเบี้ยเป็นค่าใช้จ่ายของโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ และอัตราดอกเบี้ยทางการเงินที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในช่วง เดือนแรกของปี 2569 สะท้อนการเติบโตของยอดขายโครงการและยอดโอนกรรมสิทธิ์อย่าง      ต่อเนื่อง ขณะที่บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นการบริหารสินค้าพร้อมอยู่เพื่อสร้างกระแสเงินสดและเสริมความแข็งแกร่งของโครงสร้างทางการเงิน

นายธงชัย บุศราพันธ์ รองประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการบริหารพอร์ตสินค้าคงเหลือเชิงรุก เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดและเพิ่มประสิทธิภาพในการเปลี่ยนสินทรัพย์เป็นกระแสเงินสด การปรับกลยุทธ์ด้านราคาและการรับรู้ NRV Loss เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางดังกล่าว โดยเป็นรายการ One-time ที่สะท้อนมูลค่าสินค้าคงเหลือให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังคงเห็นการเติบโตของยอดขายและการโอนกรรมสิทธิ์ในช่วง 6 เดือนแรก และจะมุ่งเน้นการขายและทยอยโอนกรรมสิทธิ์สินค้าพร้อมอยู่ในช่วงที่เหลือของปี เพื่อสร้างกระแสเงินสดและลดภาระทางการเงินอย่างต่อเนื่อง”

สำหรับ NRV Loss ที่รับรู้ในไตรมาส 2 ปี 2569 เป็นการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือให้เป็นมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ ภายหลังบริษัทฯ ปรับกลยุทธ์ด้านราคาให้สอดคล้องกับภาวะการแข่งขันในตลาด โดยเป็นรายการ One-time สำหรับสินค้าคงเหลือที่มีอยู่ และเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการบริหารสินค้าคงเหลือผ่านแคมเปญ “One Price One Month” ซึ่งเริ่มแคมเปญเมื่อต้นไตรมาส 3 ที่ผ่านมาและได้รับการตอบรับอย่างดี โดยนำสินค้าพร้อมอยู่ทั้งคอนโดมิเนียมและบ้านมาจัดโปรโมชั่นเพื่อเร่งการขาย ทั้งนี้ สินค้าที่จำหน่ายได้จากแคมเปญดังกล่าวเป็น Ready-to-move สามารถทยอยโอนกรรมสิทธิ์และสามารถรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส เป็นต้นไป

ด้านยอดขายโครงการ (Pre-sale) ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 3,235 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 41 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากยอดขายในต่างประเทศที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเปิดขายโครงการ โนเบิล เอ็มเมอร์ส พร้อมพงษ์ ในไตรมาส 1 ปี 2569 นอกจากนี้ บริษัทฯ สามารถปิดการขายโครงการได้ 3 โครงการ ได้แก่ นิว โนเบิล ไฟฉาย-วังหลังโนเบิล เทอร์รา พระราม 9 – เอกมัย และ นิว คอร์ คูคต สเตชัน มูลค่าโครงการรวมกว่า 4,800 ล้านบาท

ขณะที่ยอดโอนกรรมสิทธิ์ในช่วง เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 3,558 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 38 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักจาก โครงการใหญ่ ได้แก่ นิว ริเวอร์เรสต์ ราษฎร์บูรณะโนเบิล ครีเอทโนเบิล ฟอร์ม ทองหล่อ และ นิว อีโว อารีย์ ซึ่งจะทยอยโอนกรรมสิทธิ์และรับรู้รายได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2569 นอกจากนี้ บริษัทฯ มีสินค้าคงเหลือพร้อมขาย (Ready-to-move) มูลค่าประมาณ 14,642 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งโครงการแนวราบและแนวสูงในทำเลศักยภาพ โดยบริษัทฯ จะให้ความสำคัญกับการขายและโอนกรรมสิทธิ์สินค้าดังกล่าวในช่วงที่เหลือของปี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารเงินทุนหมุนเวียนและสร้างกระแสเงินสด

ด้าน Backlog ณ สิ้นไตรมาส ปี 2569 อยู่ที่ 21,647 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ภายใน ปีข้างหน้า สนับสนุนความต่อเนื่องของรายได้ในระยะยาว ขณะที่ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทฯ มีอัตราส่วน Net IBD/E อยู่ที่ 1.70 เท่า ลดลงจาก ณ สิ้นปี 2568 สอดคล้องกับแนวทางการบริหารโครงสร้างเงินทุนของบริษัทฯ ที่มุ่งเน้นการลดภาระหนี้ ควบคู่กับการรักษาความยืดหยุ่นทางการเงิน โดยการบริหารสินค้าคงเหลือและการสร้างกระแสเงินสดจากการโอนกรรมสิทธิ์จะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงิน และเตรียมความพร้อมสำหรับการลงทุนและโอกาสทางธุรกิจใหม่ในอนาคต

Related Articles

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *