คณะผู้แทนจาก ASEAN+3 Macroeconomic Research Office (AMRO) นำโดย Mr. Yasuto Watanabe ผู้อำนวยการ และ Mr. Dong He หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ได้เข้าพบคณะผู้บริหาร ธปท. เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 เพื่อรายงานผลการสรุปภาวะเศรษฐกิจไทยประจำปี 2569 โดยมีสาระสำคัญสรุป ดังนี้

 

AMRO ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวร้อยละ 2.4 ทั้งในปี 2569 และ 2570 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนภาคเอกชนที่มีต่อเนื่อง การใช้จ่ายภาครัฐ และการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยี สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 1.6 ในปี 2569 และร้อยละ 1.3 ในปี 2570 โดยแรงกดดันเงินเฟ้อมีจำกัด ตามราคาพลังงานที่ปรับลดลงหลังจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางคลี่คลายลงบ้าง แต่ยังต้องติดตามการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าและพัฒนาการของราคาอาหารในระยะข้างหน้า

 

AMRO ประเมินว่าแนวโน้มเศรษฐกิจยังมีความเสี่ยงด้านต่ำจากการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจโลกที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยี ซึ่งอาจกระทบการส่งออก การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการลงทุนภาคเอกชน ขณะที่รายได้ครัวเรือนและภาคเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ตลอดจนความผันผวนด้านพลังงาน การค้า และสภาพอากาศ อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโต อย่างไรก็ดี หากอุปสงค์จากต่างประเทศและการลงทุนขยายตัวดีกว่าคาด รวมถึงสามารถสร้างผลดีไปยังเศรษฐกิจภายในประเทศได้เป็นวงกว้างมากขึ้น เศรษฐกิจอาจเติบโตสูงกว่ากรณีฐานได้

 

ด้านนโยบายการเงิน AMRO ประเมินว่าการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายในปัจจุบันยังเหมาะสม จากแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ควรพร้อมตอบสนองต่อความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนไป โดยในระยะปานกลาง การทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายหลังจากที่เศรษฐกิจขยายตัวทั่วถึงและเงินเฟ้ออยู่ในกรอบเป้าหมายอย่างยั่งยืน จะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการดำเนินนโยบาย (policy space) เพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต ทั้งนี้ การใช้มาตรการทางการเงินยังควรให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาหนี้เดิม ควบคู่กับการส่งเสริมการปล่อยสินเชื่อใหม่เพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

 

สำหรับนโยบายการคลัง AMRO เห็นว่ามาตรการช่วยเหลือควรมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจและครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง ทั้งนี้ ควรฟื้นฟูขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการคลัง (fiscal space) ผ่านนโยบายและมาตรการเพื่อลดการขาดดุลงบประมาณที่น่าเชื่อถือภายใต้แผนการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework) โดยเฉพาะการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ควบคู่กับการใช้จ่ายภาครัฐอย่างมีประสิทธิผลมากขึ้น และการรักษาการลงทุนในโครงการสำคัญให้มีความต่อเนื่อง

 

นอกจากนี้ AMRO เห็นว่านโยบายเชิงโครงสร้างควรมุ่งเน้นการรักษาความต่อเนื่องของการลงทุนและส่งเสริมให้การลงทุนดังกล่าวก่อให้เกิดประโยชน์ในวงกว้างต่อผลิตภาพ การจ้างงาน และรายได้ภายในประเทศ ขณะเดียวกัน การเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทาน การพัฒนาทักษะแรงงาน และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น จะสามารถเพิ่มศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทย และเร่งให้ไทยก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงได้

Related Articles

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *