นายณัฐพล จันทร์สิวานนท์ กรรมการผู้จัดการ สายการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด (บลจ. ยูโอบี) ได้ให้มุมมองว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่ยังสามารถขยายตัวได้แม้เผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายการค้า และความผันผวนของราคาพลังงาน นโยบายการเงินของธนาคารกลางส่วนใหญ่ได้เข้าสู่ช่วงเวลาที่ท้าทายจากภาพเงินเฟ้อที่มีความผันผวนสูงจากปัจจัยสงคราม และมีแนวโน้มชะลอการตัดสินใจเพื่อประเมินสถานการณ์ ภายใต้สภาพแวดล้อมการลงทุนในปัจจุบัน ตลาดการเงินโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านจากปัจจัยขับเคลื่อนด้านนโยบายการเงินไปสู่ปัจจัยด้านการเติบโตของผลประกอบการและการลงทุนเชิงโครงสร้างมากขึ้น หลังจากที่
นักลงทุนให้ความสำคัญกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในหลายปีที่ผ่านมา ด้านการเติบโตของกำไรบริษัทโดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบ Cloud Computing และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางผลตอบแทนของตลาดหุ้นทั่วโลก
ในระยะถัดไป บลจ. ยูโอบี คาดการณ์ว่า การลงทุนจะมีลักษณะกระจายตัวมากขึ้น (Broadening Market Leadership) จากเดิมที่ผลตอบแทนส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ จะเริ่มเห็นหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับวัฏจักรการลงทุนใหม่ อาทิ Semiconductor, Data Center, Energy Infrastructure และ Industrial Automation รวมถึงผู้ได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตทั่วโลก เข้ามามีบทบาทในการสร้างผลตอบแทนมากขึ้น นอกจากนี้ การผ่อนคลายนโยบายการเงินของหลายประเทศในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงแนวโน้มที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของหลายประเทศมีโอกาสคงที่หรือปรับขึ้นได้น้อยกว่าที่คาดหากความขัดแย้งในตะวันออกกลางคลี่คลาย จะช่วยสนับสนุนสภาพคล่องของระบบการเงินและลดแรงกดดันต่อต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ ซึ่งจะส่งผลดีทั้งต่อตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้นในระยะกลาง แม้ว่าความผันผวนระยะสั้นจากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายการค้า และความไม่แน่นอนทางการเมืองในบางประเทศยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดก็ตาม ดังนั้น การจัดสรรสินทรัพย์แนะนำให้น้ำหนักการลงทุนหุ้นต่างประเทศในระดับที่สูงกว่าปกติ โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ และตลาดเอเชียบางประเทศที่ได้รับประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุนด้าน AI และเทคโนโลยีขั้นสูง
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดที่มีคุณภาพสูงและมีศักยภาพการเติบโตของกำไรที่เหนือกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก จากการลงทุนด้าน AI, Cloud Computing, Semiconductor และระบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แม้ระดับมูลค่าหุ้น (Valuation) จะอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับอดีต แต่การเติบโตของกำไรยังเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ทำให้ยังคงมุมมองบวกต่อหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มเทคโนโลยีและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI Ecosystem นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นการขยายตัวของการลงทุนไปยังบริษัทในห่วงโซ่อุปทาน AI ทั้งกลุ่มอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูล และผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ระดับองค์กร ซึ่งมีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากกรอบการลงทุนระยะยาว ขณะเดียวกันการใช้จ่ายภาครัฐในด้านโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด และการยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของประเทศ ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจและภาคเอกชน แม้ว่าระดับมูลค่าหุ้นจะอยู่ในเกณฑ์สูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยระยะยาวก็ตาม
ด้านตลาดญี่ปุ่น เป็นอีกหนึ่งตลาดที่น่าสนใจจากการปฏิรูปธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียน การเติบโตของค่าจ้าง และนโยบายสนับสนุนการลงทุนจากภาครัฐ ซึ่งมีส่วนช่วยยกระดับผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นและสนับสนุนการเติบโตของกำไรบริษัทในระยะยาว นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังได้รับประโยชน์จากแนวโน้มการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกและการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งช่วยสนับสนุนภาคการผลิตและภาคอุตสาหกรรมของประเทศ ประกอบกับสภาพคล่องภายในประเทศที่ยังอยู่ในระดับดี ทำให้ญี่ปุ่นยังเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนในระยะกลางถึงยาว
ส่วนตลาดจีน แม้ยังเผชิญแรงกดดันจากภาคอสังหาริมทรัพย์และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ระดับมูลค่าหุ้นที่อยู่ในระดับไม่สูงและการสนับสนุนจากภาครัฐต่ออุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น AI, Advanced Manufacturing, Semiconductor และ Clean Energy ทำให้ยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนแบบ Selective Opportunity สำหรับนักลงทุนที่รับความผันผวนได้ ขณะที่ ตลาดยุโรป ยังคงมุมมองการลงทุนแบบระมัดระวัง เนื่องจากเศรษฐกิจยังเติบโตในระดับต่ำและได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน ข้อจำกัดด้านผลิตภาพ และการเติบโตเชิงโครงสร้างที่ยังตามหลังสหรัฐฯ และบางประเทศในเอเชีย แม้ว่าการผ่อนคลายนโยบายการเงินในระยะต่อไปอาจช่วยลดความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและสนับสนุนผลประกอบการของภาคธุรกิจได้บางส่วนก็ตาม
ภายใต้บริบทดังกล่าว มองว่าการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ถึงปี 2570 ควรให้ความสำคัญกับการกระจายการลงทุนระหว่างภูมิภาคและประเภทสินทรัพย์มากกว่าการกระจุกตัวในประเทศใดประเทศหนึ่ง โดยให้น้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์ที่สามารถสร้างการเติบโตจากเมกะเทรนด์ระยะยาว ควบคู่กับสินทรัพย์ที่มีความสามารถในการสร้างกระแสรายได้สม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน
บลจ. ยูโอบี ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ถึงปี 2570 แม้ระดับดัชนีจะปรับตัวขึ้นมาใกล้กรอบมูลค่าพื้นฐานในระยะสั้นแล้ว โดยคาดว่าตลาดจะได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของผลประกอบการบริษัจดทะเบียน การเร่งตัวของการลงทุนภาคเอกชน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทยอยส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น โดยสภาพัฒน์ได้ปรับขึ้นประมาณการ GDP ปี 2569 มาอยู่ที่ 2.2% (กรอบ 2.0% – 2.5%) จากประมาณการเดิมที่คาดไว้ที่ 2.0%
นอกจากนี้ การลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะ AI, Data Center, Digital Infrastructure, พลังงาน และโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว บลจ. ยูโอบี ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทยมากกว่าปกติ โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศ
สำหรับตราสารหนี้ ยังคงมองว่าอัตราดอกเบี้ยอยู่ในวัฏจักรผ่อนคลาย โดยคาดการณ์ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยตลอดทั้งปีนี้ และอาจลดดอกเบี้ยนโยบาย 1 ครั้งในช่วงปีหน้าสู่ระดับ 0.75% และเศรษฐกิจไทยยังเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ แม้ได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน และการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี แต่ยังถูกจำกัดจากภาระหนี้ครัวเรือนที่สูง การฟื้นตัวของกำลังซื้อที่ไม่ทั่วถึง และภาคการท่องเที่ยวที่เริ่มชะลอตัว ด้วยเหตุนี้ แนะนำให้น้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพดีเพื่อรับประโยชน์จากทิศทางดอกเบี้ยขาลง ควบคู่กับการลงทุนในตลาดหุ้นที่มีศักยภาพการเติบโตของกำไรในระยะกลาง
บลจ. ยูโอบี แนะนำให้ลงทุนภายใต้แนวคิด Barbell Strategy โดยผสมผสานการลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพดีเพื่อสร้างเสถียรภาพ ควบคู่กับการลงทุนในหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากเมกะเทรนด์ AI การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีของโลก ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของเงินลงทุนและการบริหารความเสี่ยงในภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญความไม่แน่นอนในหลายมิติ
นายกุลฉัตร จันทวิมล กรรมการผู้จัดการอาวุโส สายพัฒนาธุรกิจ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด (บลจ. ยูโอบี) ได้ให้คำแนะนำทางเลือกผลิตภัณฑ์การลงทุน เพื่อรองรับวัตถุประสงค์การลงทุนที่แตกต่างกันของผู้ลงทุนดังนี้
- เพื่อบริหารสภาพคล่องหรือต้องการลงทุนในระหว่างรอจังหวะการลงทุน กองทุนรวมที่แนะนำ ได้แก่
- กองทุนเปิด ยูไนเต็ด อินคัม เดลี่ อัลตร้า พลัส ฟันด์ (UIDPLUS) ระดับความเสี่ยง 4 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำ) ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในตราสารแห่งหนี้ เงินฝาก ทั้งในประเทศและ/หรือต่างประเทศ ตราสาร
ทางการเงินที่รัฐบาล องค์การ หน่วยงานของรัฐบาล องค์การระหว่างประเทศ รัฐวิสาหกิจ หรือภาคเอกชน
ทั้งในประเทศและ/หรือต่างประเทศเป็นผู้ออก ผู้รับรอง ผู้รับอาวัล หรือผู้ค้ำประกัน โดยมีอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหรือของผู้ออกตราสารอยู่ในอันดับที่สามารถลงทุนได้ (Investment Grade) ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
- เพื่อกระจายการลงทุนไปยังตราสารหนี้ทั่วโลก และรับความผันผวนได้ปานกลาง กองทุนรวมที่แนะนำ ได้แก่
- กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล อินคัม สตราทีจิค บอนด์ ฟันด์ หน่วยลงทุนชนิดรับซื้อคืนหน่วยลงทุนแบบปกติ (UGIS-N) และกองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล อินคัม สตราทีจิค บอนด์ เอฟเอ็กซ์ ฟันด์ หน่วยลงทุนชนิดรับซื้อคืนหน่วยลงทุนแบบปกติ (UGISFX-N) ระดับความเสี่ยง 5 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในกองทุนหลัก PIMCO GIS Income Fund – Class I เพียงกองทุนเดียวโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งกองทุนหลักมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างกระแสรายได้ในระดับสูงโดยการบริหารการลงทุนอย่างรอบคอบ และมีวัตถุประสงค์ในการสร้างการเติบโตของเงินลงทุนในระยะยาว โดยมีหลักการสำคัญในการกระจายการลงทุนไปในตราสารหนี้ประเภทต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วโลกอย่างน้อย 2 ใน 3 ของมูลค่าทรัพย์สิน ทั้งนี้ กองทุน UGIS-N มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมด (Fully Hedged) และกองทุน UGISFX-N มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
- เพื่อโอกาสลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย และรับความผันผวนได้ปานกลางถึงสูง กองทุนรวมที่แนะนำ ได้แก่
- เพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ : กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ซีไอโอ อินคัม ฟันด์ TH หน่วยลงทุนชนิดรับซื้อคืนหน่วยลงทุนแบบปกติ (UIFT-N) ระดับความเสี่ยง 5 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในกองทุนหลัก United CIO Income Fund – Class T USD Acc เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งกองทุนหลักกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์ทั่วโลก โดยอาจลงทุนทางอ้อมในบริษัทข้างต้นผ่านกองทุนรวม กองทุนรวมอีทีเอฟ (ETFs) หรือกองทรัสต์เพื่อ
การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) และลงทุนโดยตรงในบริษัทผ่านตราสารทุน หลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ
ตราสารทุน หรือ ตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทเหล่านี้โดยตรง ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมด (Fully Hedged) - เพื่อสร้างโอกาสเติบโตของเงินลงทุน : กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ซีไอโอ โกรท ฟันด์ TH หน่วยลงทุนชนิดเพื่อ
ผู้ลงทุนทั่วไป (UGFT) ระดับความเสี่ยง 6 (เสี่ยงสูง) ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในกองทุนหลัก United CIO Growth Fund – Class T USD Acc โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน กองทุนหลักกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์ทั่วโลก ในบริษัทที่จัดตั้ง จดทะเบียน ซื้อขาย หรือทำธุรกรรมในระดับโลก โดยอาจลงทุนในกองทุนรวม กองทุนรวมอีทีเอฟ (ETFs) หรือกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) ตราสารทุน หลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับตราสารทุน พันธบัตร หรือตราสารหนี้ของบริษัทเหล่านี้โดยตรง ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมด (Fully Hedged) - เพื่อโอกาสการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย และโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว : กองทุนเปิด ยูโอบี สมาร์ท เอเชีย หน่วยลงทุนชนิดเพื่อผู้ลงทุนทั่วไปและไม่จ่ายเงินปันผล (UOBSA) ระดับความเสี่ยง 6 (เสี่ยงสูง) ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในกองทุนหลัก United Asia Fund – Class T SGD Acc โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในหลักทรัพย์ตราสารทุนของบริษัทจดทะเบียนในภูมิภาคเอเชียไม่รวมญี่ปุ่น โดยมุ้งเน้นการลงทุนในระยะยาว ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
- เพื่อโอกาสการลงทุนในตราสารทุนสหรัฐฯ : กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ยูเอส เทคโนโลยี อิควิตี้ ฟันด์ (UUSTECH) ระดับความเสี่ยง 7 (เสี่ยงสูง) ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในกองทุนหลัก JPMorgan Funds – US Technology Fund – Class JPM US Technology I (acc) – USD เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชี
ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งกองทุนหลักมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการเติบโตของเงินทุนในระยะยาว โดยเน้นการลงทุนในตราสารทุนของบริษัทในประเทศสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี
(ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะด้านเทคโนโลยี สื่อ และบริการ ด้านการสื่อสาร) ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
- เพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ : กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ซีไอโอ อินคัม ฟันด์ TH หน่วยลงทุนชนิดรับซื้อคืนหน่วยลงทุนแบบปกติ (UIFT-N) ระดับความเสี่ยง 5 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในกองทุนหลัก United CIO Income Fund – Class T USD Acc เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งกองทุนหลักกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์ทั่วโลก โดยอาจลงทุนทางอ้อมในบริษัทข้างต้นผ่านกองทุนรวม กองทุนรวมอีทีเอฟ (ETFs) หรือกองทรัสต์เพื่อ
- สำหรับการจัดพอร์ตลงทุนในระยะกลาง-ยาว ในหุ้นกลุ่มคุณภาพดีและเติบโตสูง กองทุนรวมที่แนะนำ ได้แก่
- กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล ดิวิเดนด์ พลัส ฟันด์ (UGDIVP) ระดับความเสี่ยง 6 (เสี่ยงสูง) ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในกองทุนหลัก Fidelity Funds – Global Dividend Plus Fund – Class Y-ACC-USD เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งกองทุนหลักมีนโยบายลงทุนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ในตราสารหรือหุ้นของบริษัทต่างๆ ทั่วโลก และอาจลงทุนไม่เกินร้อยละ 30 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ในหุ้นประเภท A shares และ B shares ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
- กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล อิควิตี้ แอบโซลูท รีเทิร์น หน่วยลงทุนชนิดเพื่อผู้ลงทุนทั่วไปและได้รับสิทธิประโยชน์ประกัน (UGEAR) และ กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล อิควิตี้ แอบโซลูท รีเทิร์น หน่วยลงทุนชนิดรับซื้อคืนแบบปกติและไม่มีสิทธิประโยชน์ประกัน (UGEAR-NN) ระดับความเสี่ยง 6 (เสี่ยงสูง) – กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อน ซึ่งมีนโยบายเน้นลงทุนในกองทุนหลัก Jupiter Merian Global Equity Absolute Return Fund – Class I USD Accumulation เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งกองทุนหลักมีวัตถุประสงค์การลงทุนเพื่อมุ่งสร้างผลตอบแทนที่เป็นบวก (absolute return) ) โดยไม่ขึ้นกับภาวะตลาดในแต่ละขณะ โดยจะเน้นการลงทุนในตราสารทุนของบริษัทที่จัดตั้งในประเทศต่างๆ ทั่วโลก และจดทะเบียนหรือซื้อขายบนตลาดหลักทรัพย์ที่เป็นที่ยอมรับ (recognized exchanges) ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
- โอกาสการลงทุนในตราสารทุนต่างประเทศ หรือสินทรัพย์ทางเลือก เพื่อกระจายความเสี่ยง กองทุนรวมที่แนะนำ ได้แก่
- กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล ซัสเทนเนเบิล อินฟราสตรัคเจอร์ อิควิตี้ ฟันด์ หน่วยลงทุนชนิด
รับซื้อคืนหน่วยลงทุนแบบปกติ (UINFRA-N) ระดับความเสี่ยง 6 (เสี่ยงสูง) ที่มีนโยบายลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งหน่วยลงทุนของกองทุนรวมตราสารทุนต่างประเทศ และ/หรือกองทุนรวมอีทีเอฟ (ETFs) ตราสารทุนต่างประเทศ ที่มีนโยบายการลงทุนที่เน้นการลงทุนในตราสารทุนของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก และมีแนวทางในการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน โดยกระจายการลงทุนในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก โดยกองทุนจะมี net exposure ในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมดังกล่าวโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่า ทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
- กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล ซัสเทนเนเบิล อินฟราสตรัคเจอร์ อิควิตี้ ฟันด์ หน่วยลงทุนชนิด
นอกจากนี้ บลจ. ยูโอบี ยังมีทางเลือกเพิ่มเติมสำหรับนักลงทุนที่ต้องการ Solution ในการลงทุนเฉพาะทาง ได้แก่
- USD Fund Solution กองทุนรวมสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) สำหรับนักลงทุนไทย เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนในสกุลเงินบาทเพียงอย่างเดียว ครอบคลุมหลากหลายประเภทสินทรัพย์และธีมการลงทุน ช่วยให้นักลงทุนสามารถบริหารพอร์ตการลงทุนได้ยืนหยุ่นมากขึ้น ทั้งในด้านการกระจายความเสี่ยง และการบริหารความเสี่ยงด้านสกุลเงิน กองทุนที่แนะนำ ได้แก่
- กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ยูเอสดี เดลี่ ฟันด์ (USDAILY) ความเสี่ยงระดับ 4 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำ) ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในกองทุนหลัก State Street USD Liquidity LVNAV Fund – Class Select Accumulating เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งกองทุนหลักมีนโยบายการลงทุนในตราสารตลาดเงินและ/หรือตราสารหนี้ ที่มีการจ่ายดอกเบี้ยทั้งในอัตราดอกเบี้ยคงที่และอัตราดอกเบี้ยลอยตัว เพื่อรักษาสภาพคล่องและสร้างผลตอบแทนให้สอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินสหรัฐฯ ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมด (Fully Hedged)
- กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ยูเอสดี เรดดี้ ฟันด์ (USDREADY) ความเสี่ยงระดับ 4 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำ)
ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในกองทุนหลัก Amundi Funds Cash USD – Class I2 USD เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งกองทุนหลักมีนโยบายการลงทุนในตราสารระยะสั้นที่มีสกุลเงินเป็นดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างผลตอบแทนให้สอดคล้องกับอัตราผลตอบแทนของตลาดเงิน ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมด (Fully Hedged)
- Private Asset Solution รองรับความต้องการของนักลงทุนที่มองหาโอกาสการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกที่มีศักยภาพในการเติบโตระยะยาว กองทุนที่แนะนำ ได้แก่
- กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ไพรเวท ไดเวอร์ซิไฟด์ เลนดิ้ง ฟันด์ ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย หน่วยลงทุน
ชนิดรับซื้อคืนหน่วยลงทุนแบบปกติ (UPD-UI-N) ความเสี่ยงระดับ 8+ (เสี่ยงสูงมากอย่างมีนัยสำคัญ) – กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อน และกองทุนรวมสำหรับผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษเท่านั้น ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในกองทุนหลัก PIMCO Private Diversified Lending Fund Ltd – Class C เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน กองทุนหลักกระจายการลงทุนทั้งทางตรงและทางอ้อมในสินทรัพย์ประเภท Private Assets โดยลงทุนในการให้กู้ยืมเงิน
หรือเงินกู้ และ/หรือธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยสินเชื่อของภาคเอกชนหรือบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนใน
ตลาดหลักทรัพย์ หรือบริษัทที่มีการปล่อยสินเชื่อนอกตลาดหรือให้กู้ยืมโดยตรง (Private Lending, Loans or Private Credit) ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน - กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ไพรเวท อินฟราสตรัคเจอร์ ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย หน่วยลงทุนชนิดรับซื้อคืนหน่วยลงทุนแบบปกติ (UPINFRA-UI-N) ความเสี่ยงระดับ 8+ (เสี่ยงสูงมากอย่างมีนัยสำคัญ) – กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อน และกองทุนรวมสำหรับผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษเท่านั้น ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในกองทุนหลัก EQT Nexus Fund SICAV – ENIF – Class I EUR-Z เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน กองทุนหลักมุ่งเน้นการสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงและการเติบโตของเงินลงทุนในระยะกลางถึงระยะยาว โดยจัดสรร
การลงทุนหลายรูปแบบ เช่น Fund Investments และ Co-Investments ในกองทุนโครงสร้างพื้นฐานของ EQT ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
- กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ไพรเวท ไดเวอร์ซิไฟด์ เลนดิ้ง ฟันด์ ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย หน่วยลงทุน
สำหรับผู้ที่ต้องการวางแผนเพื่อการเกษียณ ทาง บลจ. ยูโอบี ได้พัฒนาผลิตภันฑ์ภายใต้แนวคิด One-Stop Retirement Fund เพื่อให้นักลงทุนสามารถการวางแผนเกษียณคลอบคลุมทั้งช่วง Pre-Retirement และ Post-Retirement ด้วยกลยุทธ์ปรับพอร์ตอัตโนมัติให้สอดคล้องกับอายุที่เปลี่ยนไป โดยเน้นการเติบโตของเงินลงทุนในช่วงต้นและค่อยๆ ลดความเสี่ยงของพอร์ตลง
ตามความสามารถในการรับความเสี่ยงที่เปลี่ยนไปตามช่วงอายุ ตอบโจทย์ทั้งผู้ลงทุนที่ต้องการสะสมเงินออมก่อนเกษียณและ
การบริหารความมั่งคั่งหลังเกษียณ ให้สามารถมีโอกาสสร้างกระแสเงินสดและรักษาความมั่นคงทางการเงินได้ในระยะยาว ได้แก่
- Pre-Retirement : กองทุนเปิด ยูไนเต็ด พรี สตราทีจิค กลายด์-พาธ ฟันด์ (UPRE) ความเสี่ยงระดับ 5 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) เหมาะกับนักลงทุนที่อยู่ในช่วง 10-15 ปี ก่อนเกษียณ กองทุนเน้นลงทุนใน
หน่วยลงทุนของกองทุน Rowe Price Funds SICAV – Retirement Allocation Fund – 2 – Class A10 (USD) เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยจะมุ่งเน้นการสะสมความมั่งคั่งและการสร้างการเติบโตของเงินทุนในระยะยาว โดยมีสัดส่วนการลงทุนในตราสารทุนประมาณ 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน - Post Retirement : กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โพส สตราทีจิค กลายด์-พาธ ฟันด์ (UPOST) ความเสี่ยงระดับ 5 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) เหมาะกับนักลงทุนที่อยู่ในช่วง 10-15 ปี หลังเกษียณ กองทุนเน้นลงทุนใน
หน่วยลงทุนของกองทุน Rowe Price Funds SICAV – Retirement Allocation Fund – 1 – Class A10 (USD) โดยจะมุ่งเน้นการสะสมความมั่งคั่งและการสร้างการเติบโตของเงินทุนในระยะยาว โดยมีสัดส่วนการลงทุนในตราสารทุนประมาณ 51% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน