บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศจัดอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว (National Long-term Rating) ของโครงการหุ้นกู้ระยะกลาง (Medium-Term Note Program หรือ MTN) มูลค่ารวมไม่เกินสี่หมื่นล้านบาท ที่จะมีการออกจำหน่ายของ ของบริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) (SCGP, อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว ที่ ‘A(tha)’/ แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ) ที่ระดับ ‘A(tha)’

 

โครงการ MTN ดังกล่าวได้รับการจัดอันดับเครดิตในระดับเดียวกันกับ อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของ SCGP เนื่องจาก หุ้นกู้ที่จะมีการออกจำหน่ายภายใต้โครงการ MTN มีสถานะเท่าเทียมกันกับหนี้ไม่มีหลักประกัน และไม่ด้อยสิทธิของ SCGP

 

อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของ SCGP ที่ระดับ ‘A(tha)’ สะท้อนถึงสถานะเครดิตโดยลำพัง (Standalone Credit Profile) ของ SCGP ที่ ‘a(tha)’ ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกันกับอันดับเครดิตของบริษัทแม่ ซึ่งได้แก่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) (SCC, อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวที่ ‘A(tha)’/ แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ) อันดับเครดิตของ SCGP จะยังคงอยู่ในระดับเดียวกันกับอันดับเครดิตของ SCC ตามหลักเกณฑ์การจัดอันดับของฟิทช์ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทแม่กับบริษัทลูก (Parent and Subsidiary Rating Linkage Methodology) หากสถานะเครดิตโดยลำพังของ SCGP อ่อนแอลง ในขณะที่แรงจูงใจในการให้การสนับสนุนจาก SCC ต่อ SCGP ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

 

ปัจจัยที่มีผลต่ออันดับเครดิต

 

ธุรกิจแพคเกจจิ้งฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป – ฟิทช์คาดว่ากำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อม และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ของ SCGP จะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า ฟิทช์เชื่อว่าราคาขายของผลิตภัณฑ์ส่งออกไปยังประเทศจีนจะค่อยๆ ฟื้นตัวตามการเติบโตของเศรษฐกิจจีน ซึ่งจะทำให้อัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้ (EBITDA  Margin) ของ SCGP ปรับตัวดีขึ้น นอกจากนี้ ฟิทช์ยังคาดว่าการบริโภคในประเทศของภูมิภาคอาเซียนจะฟื้นตัว จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น การเติบโตของอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

 

ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษชั้นนำในภูมิภาคอาเซียน – สถานะเครดิตโดยลำพังของ SCGP สะท้อนถึงสถานะความเป็นผู้นำตลาด ในฐานะผู้ผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูกที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน    SCGP มีกำลังการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์กระดาษขั้นปลายประมาณ 6.0 ล้านตันต่อปี กำลังการผลิตสินค้ากลุ่มบรรจุภัณฑ์อาหารและบรรจุภัณฑ์พลาสติกของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นอย่างมากเช่นกัน แต่เป็นการเพิ่มขึ้นจากฐานที่ต่ำ หลังจากการเข้าซื้อกิจการ

 

ค่าใช้จ่ายลงทุนที่สูงแต่สามารถบริหารอัตราส่วนหนี้สินได้ – อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (หลังรวมเงินปันผลรับจากบริษัทร่วมและหักเงินปันผลจ่ายแก่ผู้ถือหุ้นส่วนน้อย) หรือ EBITDA net leverage ของ SCGP มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นในปี 2567 จากความเป็นไปได้ในการลงทุนจำนวนประมาณ 2.3 หมื่นล้านบาท เพื่อเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้น ของ PT Fajar Surya Wisesa Tbk (Fajar) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ SCGP ในประเทศอินโดนีเซีย ฟิทช์เชื่อว่าอัตราส่วนหนี้สินที่อยู่ในระดับต่ำของ SCGP ก่อนการเข้าลงทุนนี้จะช่วยให้ SCGP มีความสามารถในการรองรับผลกระทบจากหนี้สินสุทธิที่จะปรับตัวสูงขึ้น และยังคงรักษาอัตราส่วนหนี้สินให้อยู่ในระดับที่สอดคล้องกับอันดับเครดิตโดยลำพังของบริษัทฯ

 

ความต้องการซื้อผลิตภัณฑ์ที่สม่ำเสมอ – ฟิทช์คาดว่า SCGP จะเพิ่มกำลังการผลิตและความหลากหลายของสินค้าในช่วงสามถึงห้าปีข้างหน้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มฐานลูกค้า และความต้องการซื้อของลูกค้าในผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ประมาณร้อยละ 74 ของรายได้จากบรรจุภัณฑ์ของ SCGP มาจากกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภค บริโภค ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่มีความต้องการซื้อที่ค่อนข้างสม่ำเสมอตลอดช่วงวัฏจักรเศรษฐกิจและมีอัตราการเจริญเติบโตที่สูง  นอกจากนี้ ธุรกิจของ SCGP ยังได้รับประโยชน์จากการขยายสายการผลิตสินค้าไปยังสินค้าขั้นต้น  (Vertical Integration) เช่น กระดาษบรรจุภัณฑ์ซึ่งทำให้บริษัทฯ สามารถลดผลกระทบต่ออัตราส่วนกำไรจากการปรับเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบได้ในระดับหนึ่ง

 

อัตราส่วนหนี้สินของบริษัทแม่จะลดลงอย่างต่อเนื่อง – ฟิทช์คาดว่า SCC ซึ่งบริษัทแม่ของ SCGP จะมีอัตราส่วนหนี้สินที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ฟิทช์คาดว่าการเริ่มดำเนินการผลิตเต็มรูปแบบของโครงการ Long Son Petrochemicals ในประเทศเวียดนาม และการฟื้นตัวเล็กน้อยของส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์พอลิเอทิลีนกับวัตถุดิบจะช่วยสนับสนุนให้ EBITDA ของ SCC เติบโตขึ้นตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2567 เป็นต้นไป ซึ่งจะเป็นผลให้ EBITDA net leverage ของ SCC ลดลงไปอยู่ที่ประมาณ 4.7 เท่าในปี 2567 (ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2567 อยู่ที่ 7.2 เท่า)   และ 3.7 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่สอดคล้องกับอันดับเครดิตของ SCC ในปี 2568

 

ความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ในระดับปานกลาง – แรงจูงใจในการให้การสนับสนุนต่อ SCGP จากความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์จาก SCC เป็นผลมาจากสัดส่วน EBITDA ของ SCGP ต่อ EBITDA  รวมของกลุ่มที่อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงที่ประมาณร้อยละ 30 เนื่องจากธุรกิจของ SCGP เป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจหลักของ SCC  นอกจากนี้ SCC ยังได้รับประโยชน์จากการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ มายังธุรกิจแพคเกจจิ้งของ SCGP เนื่องจากกลุ่มธุรกิจอื่นของ SCC ได้แก่ กลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์ และกลุ่มธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เป็นธุรกิจที่มีความผันผวนมากกว่าธุรกิจแพคเกจจิ้งของ SCGP

 

ความสัมพันธ์ด้านการดำเนินงานในระดับปานกลาง – ฟิทช์พิจารณาแรงจูงใจในการให้การสนับสนุนจากความสัมพันธ์ด้านโครงสร้างการบริหารและการใช้แบรนด์ร่วมกัน (Management and Brand Overlap) อยู่ในระดับสูง และความสัมพันธ์ด้านการดำเนินงาน (Operational Synergies) อยู่ในระดับต่ำ  โดยการตัดสินใจทางการบริหารและกลยุทธ์ของ SCGP มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับ SCC และบริษัทย่อยของ SCC รวมถึง SCGP จะใช้แบรนด์ของกลุ่มร่วมกันในนาม “SCG” อย่างไรก็ตาม  ความสัมพันธ์ด้านการดำเนินงานที่อยู่ในระดับต่ำ เป็นผลมากจากการที่ SCC และ SCGP ดำเนินธุรกิจที่แตกต่างกัน ส่งผลให้การลดต้นทุนการดำเนินงานของบริษัทแม่ จากการดำเนินงานของ SCGP มีไม่มากนัก

 

 

การกำหนดอันดับเครดิตโดยสรุป

สถานะเครดิตโดยลำพังของ SCGP ใกล้เคียงกับอันดับเครดิตของบริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ SCCC (อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวที่ ‘A(tha)’/ แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ)  โดยอันดับเครดิตของบริษัททั้งสองได้รับการสนับสนุนจากสถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่งในกลุ่มธุรกิจของตนเอง SCCC เป็นผู้ผลิตปูนซีเมนต์รายใหญ่อันดับสองของประเทศไทย แต่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานของบริษัทมีความอ่อนไหวในช่วงเศรษฐกิจขาลงมากกว่า SCGP เนื่องจาก SCCC มีธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ SCGP มีการกระจายความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์และกลุ่มธุรกิจของลูกค้าที่หลากหลายกว่า รวมถึงมีความต้องการซื้อจากลูกค้าที่มีความสม่ำเสมอมากกว่า ส่งผลให้ SCGP สามารถรองรับอัตราส่วนหนี้สินที่สูงกว่า SCCC ที่อันดับเครดิตเดียวกัน

 

SCGP มีขนาดธุรกิจที่ใหญ่กว่าบริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EPG (อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวที่ ‘A-(tha)’/ แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ)  ซึ่งเป็นผู้นำในธุรกิจผลิตฉนวนยางกันความร้อน/เย็น ที่ผลิตจากยางสังเคราะห์ประเภท EPDM, ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ ในเชิงรายได้ และEBITDA  EPG มีธุรกิจปลายทางที่กระจายตัวมากกว่า แต่ถูกลดทอนโดย สถานะผู้นำตลาดในธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์ในกลุ่มประเทศอาเซียนของ SCGP  SCGP มีอัตราส่วนหนี้สินที่สูงกว่า EPG แต่ด้วยสถานะทางธุรกิจที่ดีกว่า ทำให้ SCGP มีอันดับเครดิตที่สูงกว่า EPG อยู่หนึ่งอันดับ

 

สมมติฐานที่สำคัญ

สมมติฐานที่สำคัญของฟิทช์ที่ใช้ในการประมาณการ

–               รายได้เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 8 ต่อปีในปี 2567-2568 (ปี 2566 ลดลงร้อยละ 18) เนื่องจากปริมาณการขาย และราคาขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น

–               EBITDA Margin เพิ่มขึ้นเป็นประมาณร้อยละ 13-15 ในปี 2567-2568  (ปี 2566 อยู่ที่ร้อยละ 12) จากการฟื้นตัวของราคาขายและการดำเนินโครงการลดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง

–               ค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาทในปี 2567 และประมาณ 6 พันล้านต่อปีหลังจากนั้น

–               อัตราการจ่ายเงินปันผลต่อกำไรสุทธิ (Dividend Payout) ที่ระดับร้อยละ 40

 

ปัจจัยที่อาจมีผลกับอันดับเครดิตในอนาคต

ปัจจัยบวก:

–               การปรับเพิ่มอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของ SCC โดยที่แรงจูงใจในการให้การสนับสนุนจาก SCC ต่อ SCGP ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

–               การปรับเพิ่มของสถานะเครดิตโดยลำพังของ SCGP

ปัจจัยลบ:

–               การปรับลดสถานะเครดิตโดยลำพังของ SCGP ในขณะที่แรงจูงใจในการให้การสนับสนุนจาก SCC ต่อ SCGP ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับสถานะเครดิตโดยลำพังของ SCGP

ปัจจัยบวก:

–               สถานะทางธุรกิจที่ดีขึ้น และขนาดของธุรกิจที่ใหญ่ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ของ SCGP โดยวัดจาก EBITDA ที่สูงขึ้น และการกระจายความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์ที่ดีขึ้นและมีประเภทสินค้าที่หลากหลายขึ้น

ปัจจัยลบ:

–               EBITDA net leverage ของ SCGP อยู่ในระดับสูงกว่า 3.5 เท่า อย่างต่อเนื่อง

 

สำหรับอันดับเครดิตของ SCC ปัจจัยที่อาจมีผลต่ออันดับเครดิตในอนาคตได้แสดงในรายงานอันดับเครดิตของฟิทช์ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2566 ดังนี้

ปัจจัยบวก:

–               อัตราส่วน EBITDA net leverage ลดลงมาอยู่ในระดับต่ำกว่า 3.5 เท่า อย่างต่อเนื่อง

ปัจจัยลบ:

–               กระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ปรับตัวลดลง หรือการลงทุนโดยให้แหล่งเงินทุนมาจากการกู้ยืม ซึ่งส่งผลให้ EBITDA net leverage สูงกว่า 4.5 เท่า อย่างต่อเนื่อง

–               สถานะทางธุรกิจที่อ่อนแอลง ซึ่งสะท้อนโดย EBITDA ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

 

สภาพคล่อง

สภาพคล่องเพียงพอ: SCGP มีหนี้สินที่จะครบกำหนดชำระในอีก 12 เดือนข้างหน้าจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2568 จำนวน 3.3 หมื่นล้านบาท โดยประมาณร้อยละ 45 เป็นเงินกู้ยืมระยะสั้นที่มีลักษณะเป็นวงเงินหมุนเวียน ซึ่งฟิทช์คาดว่า SCGP จะสามารถเบิกเงินกู้ใหม่หมุนเวียนทดแทนเงินกู้เดิมได้ โดย SCGP มีเงินสดและเงินลงทุนที่มีสภาพคล่องเทียบเท่าเงินสด (ตามการปรับปรุงตัวเลขของฟิทช์) จำนวนประมาณ 2.4 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2567 เพียงพอสำหรับการชำระคืนหุ้นกู้และเงินกู้ยืมระยะยาวประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาทที่จะครบกำหนดชำระในอีก 12 เดือนข้างหน้า ฟิทช์คาดว่า SCGP จะสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ในประเทศ เพื่อใช้ในการลงทุนใน Fajar เนื่องจากบริษัทฯมีความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่แข็งแกร่ง

 

เกี่ยวกับบริษัท

SCGP เป็นบริษัทย่อยหลักของ SCC ในการดำเนินธุรกิจแพคเกจจิ้ง ซึ่ง SCC เป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย SCGP เป็นผู้ผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูกที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน และเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

 

วันที่ของ Rating Committee ที่เกี่ยวข้อง: 27 พฤศจิกายน 2566

 

อันดับเครดิตที่เกี่ยวโยงกับอันดับเครดิตอื่น

อันดับเครดิตของ SCGP เกี่ยวโยงกับอันดับเครดิตของ SCC

Related Articles

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *