นายพรชลิต พลอยกระจ่าง กรรมการผู้จัดการ Head of Real Estate & Infrastructure Investment บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด หรือ BBLAM เปิดเผยว่า กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้า ซุปเปอร์ เอนเนอร์ยี (SUPEREIF) จะจ่ายเงินปันผลครั้งที่ 25 จากผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 2 หรือระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2569 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ในอัตราหน่วยลงทุนละ 0.26500 บาท โดยกำหนดวันปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหน่วยลงทุน เพื่อกำหนดสิทธิรับเงินปันผล ในวันที่ 27 สิงหาคม 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหน่วยลงทุนในวันที่ 10 กันยายน 2569
เมื่อนับรวมตั้งแต่จัดตั้งกองทุน จนถึงการประกาศจ่ายเงินครั้งล่าสุด SUPEREIF จ่ายเงินปันผลรวม 25 ครั้ง คิดเป็นเงิน 4.46154 บาทต่อหน่วย และจ่ายเงินลดทุนไป 7 ครั้ง คิดเป็นเงิน 1.121 บาทต่อหน่วย รวมเป็นเงินปันผลและเงินลดทุนที่จ่ายออกไปทั้งสิ้น 5.58254 บาทต่อหน่วย
ตั้งแต่ปีปฏิทิน 2566 เป็นต้นไป หากกองทุนฯ มีเงินลดทุนสําหรับรอบผลการดำเนินงานระหว่างปีปฏิทิน กองทุนฯ จะรวบรวมเงินลดทุนดังกล่าวไปจ่ายพร้อมกับเงินจ่ายที่จะพิจารณาจากรอบผลการดำเนินงานสุดท้ายของปีปฏิทินนั้นๆ โดยสําหรับรอบผลการดำเนินงานระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 กองทุนฯ จะมีสภาพคล่องคงเหลือหลังจากการจ่ายเงินปันผลและการกันสํารองต่างๆ ประมาณ 37.2 ล้านบาท หรือ 0.072 บาทต่อหน่วย
สรุปผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 2 ปี 2569 พบว่า กองทุนมีรายได้รวมเท่ากับ 192.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.0% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 9.4% จากไตรมาสก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากรายได้จากเงินลงทุนในสัญญาโอนสิทธิรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น 4.2% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เป็น 192.4 ล้านบาท แต่ลดลง 9.3% จากไตรมาสก่อน ส่วนรายได้จากการลงทุนสุทธิ เท่ากับ 163.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.5% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน สาเหตุจากรายได้รวมที่เพิ่มขึ้น และค่าใช้จ่ายรวมที่ลดลง แต่ลดลง 10.8% จากไตรมาสก่อน ทั้งนี้ อัตรากำไรจากรายได้จากการลงทุนสุทธิในไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 84.9% เมื่อเทียบกับ 81.4% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และ 86.3% ในไตรมาสก่อน
สำหรับผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2569 พบว่า มีรายได้รวมเท่ากับ 405.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.0% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยสาเหตุหลักของการเพิ่มขึ้นดังกล่าว เป็นเพราะรายได้จากเงินลงทุนในสัญญาโอนสิทธิรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น 2.3% จากงวดเดียวกันของปีก่อน เป็น 404.5 ล้านบาท ส่วนรายได้จากการลงทุนสุทธิเท่ากับ 346.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.6% จากงวดเดียวกันของปีก่อน สาเหตุจากรายได้รวมที่เพิ่มขึ้น และค่าใช้จ่ายรวมที่ลดลง ทั้งนี้ อัตรากำไรจากรายได้จากการลงทุนสุทธิสำหรับครึ่งแรกของปี 2569 อยู่ที่ 85.6% เพิ่มขึ้นจาก 82.7% ในงวดเดียวกันของปีก่อน
สินทรัพย์รวมของกองทุนฯ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 มีจำนวน 6,177.4 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย เงินลงทุนในสัญญาโอนสิทธิรายได้สุทธิ 5,872.0 ล้านบาท เงินลงทุนในหลักทรัพย์และเงินฝากธนาคาร 182.2 ล้านบาท และสินทรัพย์อื่น 123.1 ล้านบาท (สินทรัพย์อื่นโดยหลัก คือ ลูกหนี้จากสัญญาโอนสิทธิรายได้สุทธิ 121.5 ล้านบาท) หนี้สินรวมมีจำนวน 1,462.1 ล้านบาท โดยหลัก คือ เงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงินจำนวน 1,456.6 ล้านบาท สินทรัพย์สุทธิ (NAV) ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เท่ากับ 4,715.3 ล้านบาท หรือคิดเป็น 9.1558 บาทต่อหน่วย
กองทุนรวม SUPEREIF ลงทุนในสิทธิในรายได้สุทธิจากการดำเนินโครงการกิจการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินขนาดเล็กมากของบริษัท 17 อัญญวีร์ โฮลดิ้ง จำกัด และ บริษัท เฮลท์ แพลนเน็ท เมเนจเม้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด จำนวน 19 โครงการ ตั้งอยู่ในพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ ปทุมธานี สระบุรี สมุทรสาคร สมุทรปราการ ปราจีนบุรี สระแก้ว พิจิตร และเพชรบูรณ์ โดยมีปริมาณพลังไฟฟ้าสูงสุดที่เสนอขายตามที่ระบุในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือการไฟฟ้านครหลวง (แล้วแต่กรณี) รวม 118 เมกะวัตต์
ขณะที่ ระยะเวลาโอนสิทธิรายได้สุทธิ เริ่มตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2562 จนถึงวันสิ้นสุดสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแต่ละโครงการ ซึ่งระยะเวลาซื้อขายไฟฟ้าภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าของโครงการโรงไฟฟ้าทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 21-22 ปี นับจากวันที่ 14 สิงหาคม 2562 โดยวันสิ้นสุดสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าโครงการสุดท้ายจะสิ้นสุดในวันที่ 26 ธันวาคม 2584
BTSGIF เตรียมจ่ายเงินลดทุน 0.193 บาท วันที่ 10 ก.ย. 2569 นี้
กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางราง บีทีเอสโกรท (BTSGIF) เตรียมนำเงินสดจากการดำเนินงาน สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่ระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2569 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 และเงินสดจากการดำเนินงานคงเหลือสะสม จ่ายให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนในรูปการลดทุนจดทะเบียน หน่วยละ 0.193 บาท ด้วยการลดมูลค่าที่ตราไว้ จากหน่วยละ 6.546 บาท เหลือหน่วยละ 6.353 บาท โดยบริษัทจัดการกำหนดวันปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหน่วยลงทุน เพื่อกำหนดสิทธิในการรับเงินลดทุนในวันที่ 27 สิงหาคม 2569 และจะจ่ายเงินลดทุนให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนในวันที่ 10 กันยายน 2569 คิดเป็นเงินปันผลและเงินลดทุน รวมทั้งสิ้น 8.789 บาทต่อหน่วย นับตั้งแต่จัดตั้งกองทุนจนถึงผลประกอบการสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2569
ภาพรวมผลการดำเนินงานในช่วงเดือนเมษายน 2569 ถึงเดือนมิถุนายน 2569 (ไตรมาส 1 ปี 2569/2570) กองทุน BTSGIF มีรายได้รวมเท่ากับ 1,073.2 ล้านบาท ลดลง 1.4% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และลดลง 6.7% จากไตรมาสก่อน โดยสาเหตุหลักมาจากรายได้จากเงินลงทุนในสัญญาซื้อและโอนสิทธิรายได้สุทธิจากการดำเนินงานระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนกรุงเทพสายหลักตามสัญญาสัมปทานลดลง 1.1% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และลดลง 6.8% จากไตรมาสก่อนเป็น 1,068.6 ล้านบาท
ในไตรมาสนี้ รายได้ค่าโดยสารเท่ากับ 1,548.4 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.5% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อน รายได้ค่าโดยสารลดลง 8.1% สาเหตุหลักมาจากจำนวนผู้โดยสารลดลง 8.4% เป็น 46.1 ล้านเที่ยวคน จากผลกระทบตามฤดูกาลที่มีวันหยุดหลายวันเป็นหลัก
สำหรับรอบระยะเวลาบัญชี ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 กองทุนมีขาดทุนสะสม ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 จำนวน 20,512.9 ล้านบาท ดังนั้น กองทุนจึงไม่สามารถจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนสำหรับงวดนี้ ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์และนโยบายการจ่ายเงินปันผลที่ระบุในหนังสือชี้ชวนของกองทุน