โดย: นายศุภกฤต พิทักษ์พรเกษม, ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน
บริษัท หลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน โรโบเวลธ์ จำกัด

มีนิทานจีนสั้นๆ เรื่องนึง ที่ผมคิดว่าอธิบายแนวคิดตรงกับกลยุทธ์การลงทุนแบบ All Weather strategy ได้ดีมาก

เป็นเรื่องของชายชราชาวจีนคนหนึ่ง เขาเลี้ยงม้าไว้หลายตัว วันหนึ่งม้าตัวโปรดของเขาหนีหายไป เพื่อนบ้านต่างพากันมาแสดงความเสียใจ “น่าเสียดายจริงๆ” ทุกคนพูดเหมือนกัน แต่ชายชราเพียงยิ้มและตอบกลับว่า ใครจะรู้ว่านี่อาจเป็นเรื่องดีก็ได้”  หลายเดือนผ่านไป ม้าตัวนั้นกลับมาเอง พร้อมพาม้าพันธุ์ดีจากต่างแดนกลับมาอีกหลายตัว คราวนี้เพื่อนบ้านต่างพากันมายินดี “โชคดีจริงๆ” เพื่อนบ้านบอก แต่ชายชรายังคงตอบเหมือนเดิม  ใครจะรู้ว่านี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องร้ายก็ได้” ไม่นานหลังจากนั้น ลูกชายของเขาขี่ม้าพันธุ์ดีตัวใหม่ด้วยความคึกคะนองจนตกม้า ขาหัก ต้องพักรักษาตัวอยู่หลายเดือน ผู้คนในหมู่บ้านต่างพากันสงสาร แต่ชายชราก็ยังตอบเช่นเดิม ใครจะรู้ว่านี่อาจเป็นเรื่องดีก็ได้” แน่นอนว่าชาวบ้านยังคงไม่เข้าใจกับคำพูดของชายชราเช่นเดิม

หนึ่งปีต่อมา เกิดสงครามขึ้น ชายหนุ่มในหมู่บ้านถูกเกณฑ์ออกรบเกือบทั้งหมด และหลายคนเสียชีวิตไม่ได้กลับบ้านอีกเลย

ยกเว้นลูกชายของชายชราเพียงคนเดียว เพราะเขาขาหักจึงไม่ได้ถูกส่งไปสนามรบ

นิทานเรื่องนี้ชื่อว่า “ไซอ๋องเสียม้า” และแม้มันจะถูกเล่ามานานมากๆแล้ว แต่แก่นของเรื่องยังสอนเราได้ดีเสมอ

เพราะพูดถึงสิ่งเดียวกับที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ในทุกวันนี้ นั่นคือ ไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป ดังนั้นสิ่งที่เราควรทำ คือ วางตัวเป็น “ชายชราชาวจีนในนิทาน” เตรียมรับทั้งเรื่องร้ายและเรื่องดีในเวลาเดียวกัน

 

หากย้อนกลับไปต้นปี 2026 แล้วถามนักลงทุนทั่วโลกว่า “อีกหกเดือนข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น” คงไม่มีใครตอบได้ว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลจะเปิดฉากสงครามครั้งใหญ่กับอิหร่าน ราคาน้ำมันจะพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล Bond Yield 2ปีสหรัฐฯจะพุ่งยืนเหนือระดับ 4% และ S&P 500 จะร่วงเกือบ 8% ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์

และในช่วงเวลาแห่งความผันผวนดังกล่าว ถ้าบอกนักลงทุนทั่วโลกต่อว่า “S&P500 จะปรับตัวขึ้นกลับมาอย่างรวดเร็ว 20% และทำ New High ได้ต่อเนื่อง ทั้งๆที่ราคาน้ำมันยังยืนเหนือ 100$ และ สงครามยังไม่จบด้วยซ้ำ” ผมเชื่อว่านักลงทุนจำนวนมากก็คงไม่เชื่อเช่นกัน แต่ทั้งหมดก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงไปแล้วในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา

ซึ่งความเสี่ยงในเชิง “Macro” ล้วนแต่เป็นเรื่องที่เราไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้เลย เพียงครึ่งปีแรกของ 2026 เราเห็นทั้งสงครามตะวันออกกลาง ความผันผวนของตลาดพันธบัตรทั่วโลก การปรับตัวขึ้น-ลงแรงของหุ้นในกลุ่ม AI-Infrastructure และจากที่ต้นปีนักลงทุนทั่วโลกมองว่าปีนี้ FED จะลดดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง พลิกกลับกลายเป็น FED มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งในช่วงปลายปี

แม้ในเชิง “Micro” เรายังพอคาดการณ์ได้ว่า Theme ไหนจะปรับตัวขึ้นต่อ เช่น ธีม AI ที่เห็นภาพชัดว่าการลงทุนขนาดใหญ่จาก Hyperscalers จะเป็นผลบวกกับกลุ่ม Semiconductor, Memory และ Equipment หรือตลาดหุ้นอย่างเกาหลีใต้ที่ P/E ต่ำกว่าที่ควรและกำไรยังเติบโตได้ดี แต่ถ้าปัจจัย Macro ไม่สนับสนุน ต่อให้พื้นฐานของ Theme แข็งแค่ไหน ยังไงก็ปรับตัวลงตามตลาดอยู่ดี

ซึ่งหนึ่งในทางเลือกที่ง่ายและเห็นผลดี ที่ทำให้พอร์ตการลงทุนของเรารอดและยืนหยัดได้ ในสภาวะที่ตลาดไม่เป็นใจ ก็คือ กองทุนสไตล์ “All Weather”  เป้าหมายของกองทุนประเภทนี้ไม่ใช่การเป็นผู้ชนะในทุกปี แต่คือ พยายามหลีกเลี่ยงการเป็นผู้แพ้ที่เจ็บหนักในช่วงที่ตลาดแย่ ดังนั้นกลยุทธ์ที่กองทุนเหล่านี้ทำ คือ การกระจายสินทรัพย์การลงทุนให้หลากหลาย รวมถึงการใช้ Options ในการเข้ามาช่วยบริหารความเสี่ยง

สำหรับกองทุนในไทย ก็มีกองทุนที่ใช้แนวคิดแบบ All Weather มากขึ้น บางกองใช้โมเดล Multi-Asset กระจายลงทุนในหลายสินทรัพย์ทั่วโลก บางกองเป็น Global Asset Allocation ที่สามารถปรับสัดส่วนการลงทุนตามสภาวะตลาด ขณะที่บางกองใช้กลยุทธ์แบบ Absolute Return ที่มุ่งสร้างผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอโดยไม่ยึดติดกับ Benchmark ซึ่งกองทุนทุกประเภทมีจุดร่วมคล้ายกัน คือ “พยายามสร้างผลตอบแทนให้ดีในทุกๆสภาวะตลาด”

โดยหนึ่งในผู้บุกเบิกแนวคิด All Weather คือ Bridgewater ของ Ray Dalio ซึ่งพัฒนา All Weather Portfolio ขึ้นมาตั้งแต่ปี 1996 โดยมีเป้าหมายง่ายๆ คือ สร้างพอร์ตที่สามารถอยู่รอดได้ในทุกสภาพเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเศรษฐกิจเติบโต เงินเฟ้อสูง เศรษฐกิจชะลอตัว หรือภาวะเงินเฟ้อลดลง

ซึ่งนักลงทุนไทยก็สามารถเข้าถึงการลงทุนสไตล์นี้ได้ผ่านกองทุนอย่าง MGALL-H และ MGALL-UH ของ บลจ. MFC ซึ่งลงทุนผ่าน SPDR Bridgewater All Weather ETF โดยตรง

โดยหากเปรียบเทียบ Performance และ ช่วงเวลาที่ติดลบสูงสุดของกองทุนในช่วงที่ตลาดเกิดความผันผวน จะทำให้เราเห็นภาพมากขึ้นว่ากลยุทธ์การลงทุนแบบนี้ดีอย่างไร

ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาที่ตลาดผันผวนแรงจากสงครามในตะวันออกกลาง และ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น หากเราลงทุนในกองทุน ที่มีสไตล์ All Weather อย่างกองทุน MGALL-H ไว้ตั้งแต่ต้นปี “เงินต้นของเราจะยังไม่เคยติดลบเลยแม้แต่วันเดียว” เทียบกับการลงทุนในกองทุน S&P500 ที่เงินต้นเราจะติดลบไปประมาณ 8% ในช่วงที่สงครามรุนแรงเมื่อเดือน มี.ค. ในขณะที่ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน S&P500 ฟื้นกลับมาให้ผลตอบแทนประมาณ 9% ส่วนกองทุน MGALL-H ให้ผลตอบแทนประมาณ 8% ซึ่งแทบไม่ได้ต่างกันเลย

เหตุผลที่กองทุนสามารถทำผลตอบแทนเมื่อเทียบกับความเสี่ยงได้ดี เพราะ สัดส่วนการลงทุนที่มีการกระจายไปในทุกสินทรัพย์ และ ปรับพอร์ตตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ณ พ.ค. 69 กองทุนลงทุนในตราสารหนี้ทั่วโลก 57%, หุ้นทั่วโลก 24% ทองคำและสินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆอีกประมาณ 19%

นอกจากกองทุน MGALL-H แล้ว ก็ยังมีกองทุนอีกหลายกองทุนที่ใช้แนวคิดใกล้เคียงกัน คือ การสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอให้กับนักลงทุน พร้อมกับการบริหารความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ยกตัวอย่างเช่น กองทุน KKP COREPATH, K-ALLEN-UI-A(A) และอีกหลากหลายกองทุนที่เป็นสไตล์ All Weather ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาผลตอบแทน รายละเอียดของแต่ละกองว่าสามารถทำผลงานได้ดีอย่างสม่ำเสมอหรือไม่ ในช่วงเวลาที่ตลาดมี Event ให้ปรับตัวลงแรง กองทุนนั้นๆสามารถยืนหยัดได้แข็งแรงหรือไม่ และ ในช่วงเวลาที่ตลาดปรับตัวขึ้น กองทุนสามารถปรับตัวขึ้นได้ดีตามตลาดหรือไม่

 

ผมมองว่ากองทุนสไตล์ All Weather ที่มีการปรับพอร์ตได้อย่างยืดหยุ่น เหมาะสำหรับการเป็น Core Portfolio ในปีที่ตลาดอยู่ในความผันผวนจากทั้ง สงคราม นโยบายของทรัมป์ เงินเฟ้อที่กลับมา ราคาพลังงานที่สูง และ เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า 2 ผู้นำโลกอย่างสหรัฐฯและจีนจะกลับมา “ซัดกัน” อีกรอบเมื่อไหร่ รวมถึงความหวังจาก “หุ้น AI” ที่แบกตลาดหุ้นขึ้นมาอย่างยาวนาน จะมีกำไรที่ชะลอลงหรือไม่ในครึ่งปีหลัง ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดคือเรา “ไม่ต้องทาย” แต่ต้องวางเงินลงทุนให้เหมาะสม

Core Portfolio ของเราควรเป็นกองทุนที่ “ยืดหยุ่น” “กระจายลงทุนได้ทุกสินทรัพย์” “ผลตอบแทนดีสม่ำเสมอ” อย่างกองทุนสไตล์ All Weather และอาจจะผสมผสานด้วยกองทุน Global Equity สำหรับคนที่ต้องการผลตอบแทนมากขึ้น และ คนที่รับความเสี่ยงได้สูงก็อาจจะเพิ่มสัดส่วนของ Satellite Theme ที่มีความผันผวนสูงขึ้น แต่มีแนวโน้มการเติบโตที่น่าสนใจ อย่างเช่น กลุ่ม Semiconductor, Memory, Defense, Clean Energy, China Tech. เป็นต้น

ชายชราในนิทานไม่ได้มองโลกในแง่ดีหรือแง่ร้าย เขาแค่ยอมรับว่าไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป ดังนั้นสิ่งที่สร้างความมั่งคั่งในระยะยาวไม่ใช่การทายให้ถูก แต่คือการเตรียมพอร์ตให้พร้อมสำหรับทุกสถานการณ์

Related Articles

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *