เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ร่วมกับสำนักงาน ก.ล.ต. และ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ โดยการสนับสนุนของกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) จัดงานสัมมนาในหัวข้อ “Enable ESG Bond Issuance 2026: Scaling Transition Finance: From Corporate Strategy to Capital Market Execution” ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท เพื่อผลักดันกลไกการระดมทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition financing) ซึ่งจะช่วยให้บริษัทที่กำลังอยู่ในช่วง “ปรับตัว” สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีได้ และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยมีผู้บริหารและผู้แทนจากองค์กรภาครัฐ และภาคเอกชน เข้าร่วมงานกว่า 150 ท่าน
คุณอริยา ติรณะประกิจ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่าตลาด ESG Bond ของไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยนับตั้งแต่ปี 2562 ถึงเมษายน 2569 มีมูลค่าการออกเสนอขายสะสมรวมกว่า 1.1 ล้านล้านบาท จากผู้ออกรวม 43 ราย และมีมูลค่าคงค้าง สูงถึง 1.03 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ดี ESG bond ที่ออกโดยภาคเอกชนส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มพลังงานและคมนาคม ถึงเกือบร้อยละ 70 และส่วนใหญ่เป็นธุรกิจสีเขียวอยู่แล้ว ในขณะที่กลุ่มธุรกิจที่ปรับตัวยากและปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง (Hard-to-Abate Sectors) ยังเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว และยังขาดเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสม
ดร.ชนะ ภูมี, ที่ปรึกษา บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) ร่วมกับเอสซีจี (SCG) เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมหนักสู่ Net Zero ผ่านโมเดลพื้นที่นำร่อง “Saraburi Sandbox” เมืองคาร์บอนต่ำแห่งแรกของไทยที่ได้รับการยอมรับในเวทีโลก ภายใต้กลยุทธ์ “4 มี” (แผนชัด เทคโนโลยีพร้อม เงินทุนเข้าถึง และมีโครงการจริง) ผ่านมาตรการเชิงรุกในการเพิ่มสัดส่วนปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกคาร์บอนต่ำ และนวัตกรรมดินเหนียวเผา (LC3) ที่ลดก๊าซเรือนกระจกได้สูงสุดถึง 30–40% ควบคู่ไปกับการยกระดับระบบพลังงานทดแทนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวมวล และการเปลี่ยนขยะชุมชนเป็นพลังงาน (RDF) ทั้งนี้ โครงการได้ผสานความร่วมมือแบบรัฐ-เอกชน-ประชาชน (Public-Private-People-partnership: PPPP) และการจัดทำกระบวนการการเปลี่ยนผ่าน ต้องมี roadmap ขององค์กรที่ชัดเจนและเชื่อมโยงกับ roadmap ของประเทศ (Nationally Determined Contribution: NDC) รวมถึงกรอบ Taxonomy เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้จริง
คุณโกสินทร์ พึงโสภณ, Principal Economist ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ได้กล่าวว่า “Transition Finance” เป็นกุญแจสำคัญผ่านเครื่องมืออย่าง Transition Bonds ซึ่งปัจจุบันมีเม็ดเงินกว่า 59% ไหลเข้าสู่ภาคโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและสาธารณูปโภค (Utility) ทั้งนี้ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและป้องกันการฟอกเขียว ภาคธุรกิจจำเป็นต้องจัดทำ “แผนการเปลี่ยนผ่าน” (Transition Plan) ที่โปร่งใสครอบคลุมทั้ง 5 แกนหลัก (การกำหนดรากฐานกลยุทธ์ การดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม การมีส่วนร่วมกับห่วงโซ่คุณค่า ตัวชี้วัดที่ชัดเจน และระบบการกำกับดูแลที่ดี) โดย ADB ได้จัดทำคู่มือ Transition Plan Handbook ซึ่งอ้างอิงกับ ASEAN Taxonomy เพื่อเป็นแนวทางซึ่งจะได้นำออกเผยแพร่ต่อไป
Mr. Jarome Ferreria, Principal Investment Specialist, Credit Guarantee and Investment Facility (CGIF) กล่าวว่าพร้อมให้การค้ำประกันเครดิตตราสารหนี้สกุลเงินท้องถิ่นของประเทศในกลุ่มอาเซียน+3 ปัจจุบัน CGIF ได้ให้การค้ำประกันหุ้นกู้ไปแล้วจำนวน 118 รุ่น จาก 72 บริษัท ใน 10 สกุลเงินของภูมิภาคอาเซียน+3 คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 4.61 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ สัดส่วนการค้ำประกันหุ้นกู้สกุลเงินบาทที่ออกในประเทศไทยมีมูลค่ารวม 878 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือว่าสูงเป็นอันดับที่สองของมูลค่าการค้ำประกันทั้งหมดของ CGIF
สำหรับช่วงเสวนาในหัวข้อ “From Policy to Execution: Enabling Transition Finance in Practices” ได้รับเกียรติจากผู้บริหารจากองค์กรภาครัฐและเอกชน ได้แก่
คุณทยากร จิตรกุลเดชา ผู้อำนวยการฝ่ายตราสารหนี้ สำนักงาน ก.ล.ต. อยู่ระหว่างการเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อยกร่างประกาศหลักเกณฑ์การออกตราสารหนี้กลุ่มความยั่งยืนรูปแบบใหม่ Transition Bond และ Thailand Amber Bond ตามแนวทาง Thailand Taxonomy และมาตรฐานสากล (ICMA) ซึ่งกำหนดให้ผู้ออกตราสารต้องจัดทำกรอบ (Framework) และแต่งตั้งผู้ประเมินภายนอก (External Review Provider) โดย ก.ล.ต. ให้การสนับสนุนมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียม เพื่อสนับสนุนการออกตราสารหนี้ ESG
คุณยงยุทธ เสฏฐวิวรรธน์ กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายการบริหารการเงินกลุ่มและศูนย์บริการร่วมทางการเงิน บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ตรงในการเชื่อมโยงกลยุทธ์ความยั่งยืนเข้ากับแผนการจัดสรรเงินทุน (Capital Allocation) โดยก้าวแรกที่สำคัญ (First Move) สำหรับบริษัทที่ตั้งเป้าหมายในการระดมทุนในอนาคตว่า จะต้องเริ่มจากการสร้างกรอบวิสัยทัศน์องค์กรที่ชัดเจน ผสานกลยุทธ์ ESG เข้ากับแผนการเงิน อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความท้าทายในการขยายขอบเขตให้ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)
คุณแจ่มจันทร์ ศิริกาญจนาวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารฝ่ายธุรกิจหลักทรัพย์ตราสารหนี้ และฝ่าย ESG Finance ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เผยแนวทางการขับเคลื่อนการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance) สู่การปฏิบัติจริงในตลาดทุน รองรับมาตรการทางการค้าและกฎเกณฑ์สิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น โดยเน้นย้ำความสำคัญของการใช้มาตรฐานสากล ICMA ควบคู่กับ ASEAN Taxonomy และ Thailand Taxonomy เพื่อจำแนกกิจกรรมและสร้างความชัดเจนให้กับโครงการลดคาร์บอน ทั้งนี้ ประสบการณ์จากการจัดจำหน่ายตราสารหนี้กลุ่มความยั่งยืนที่ผ่านมาสะท้อนว่า ความโปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูลของผู้ออกตราสารอย่างเป็นระบบ เป็นปัจจัยสำคัญสูงสุดในการสร้างความเชื่อมั่นและช่วยให้อุตสาหกรรมสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อการปรับตัวได้อย่างยั่งยืน
สำหรับการบรรยายในภาคบ่าย ได้รับเกียรติจากผู้แทนขององค์กรระหว่างประเทศ จำนวน 4 องค์กร
Prof. Shunsuke Managi, President, aiESG ได้กล่าวถึงงานวิจัยหัวข้อ “Beyond ESG Reports” ซึ่งมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ด้วยโมเดลการเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) แบบ TMPT มาใช้ในการศึกษารายงานความยั่งยืนและรายงานประจำปีของบริษัทจดทะเบียนของไทยในกลุ่ม SET100 ในหัวข้อด้าน ESG รวม 13 ประเด็น ผลการศึกษาพบว่า บริษัทในกลุ่ม SET100 ส่วนใหญ่ยังคงให้น้ำหนักกับมิติด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก ในขณะที่ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ก๊าซเรือนกระจก (GHG) และมลพิษ ยังคงถูกจำกัดอยู่เฉพาะในรายงานความยั่งยืนเท่านั้น โดยยังไม่ได้มีการบูรณาการเข้าสู่แบบ 56-1 One Report อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ประเด็นด้าน “สิทธิมนุษยชน” ยังมีการกล่าวถึงในระดับที่ต่ำมากในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม จากข้อค้นพบดังกล่าว งานวิจัยเสนอแนะให้หน่วยงานกำกับดูแลพิจารณากำหนดเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศในแบบ 56-1 One Report ให้ครอบคลุมมิติต่าง ๆ อย่างรอบด้านมากขึ้น รวมถึงการส่งเสริมความสอดคล้องของการเปิดเผยข้อมูลทั้งเวอร์ชันภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
Mr. Bertrand Jabouley, Head of Sustainable Finance APAC, S&P Global Ratings ได้ร่วมแบ่งปันแนวทางและการประเมินความน่าเชื่อถือของการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านตามมาตรฐานสากล โดยขับเคลื่อนผ่าน 3 แกนหลัก คือ 1. Vision: วิสัยทัศน์องค์กรที่มีเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกชัดเจน 2. Investment: เงินทุนที่ต้องใช้ในการเปลี่ยนผ่าน และ 3. Governance: การกำกับดูแลที่โปร่งใส โดยได้ยกตัวอย่าง 4 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่มีศักยภาพในการระดมทุน ได้แก่ การทยอยยกเลิกการใช้ถ่านหินในภาคการผลิตไฟฟ้า ภาคเกษตรกรรม (ทำนาเปียกสลับแห้ง) ภาคปิโตรเคมี/อุตสาหกรรมหนัก และภาคการขนส่ง ซึ่งต้องมีแผนปฏิบัติการที่ทำได้จริงเพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืน
Mr. Alfonso Benedetti, Sustainable Finance Advisor และ Ms. Elodie Van de Woestyne, Corporate Social Responsibility Specialist, Luxembourg Stock Exchange ได้กล่าวถึงตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition bond) ตามมาตรฐานของ ICMA ที่เน้นระดมทุนเพื่อสนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยากต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Hard-to-abate) ให้สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ซึ่งมีความแตกต่างจากการเงินสีเขียว (Green Finance) ที่เน้นการสนับสนุนโครงการที่ความยั่งยืนอยู่แล้ว โดยเงินที่ระดมทุนได้จาก Transition Bond จะต้องนำไปใช้ในโครงการที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างชัดเจน และต้องสอดคล้องกับแผนการเปลี่ยนผ่านขององค์กรผู้ออกตราสารหนี้ (Issuer-level transition plans) นอกจากนั้น ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของกระบวนการรายงานหลังการขาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักล’ทุน โดย ICMA กำหนดมาตรฐานการรายงานที่ประกอบด้วยรายงานการจัดสรรเงินทุน (Allocation Report) และรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Impact Report)