กรุงเทพประกันภัยห่วงเศรษฐกิจโตต่ำ รอจังหวะลงทุนหวั่นปรับฐานอีก ตั้งเป้าผลตอบแทนจากการลงทุนปีนี้แค่ 2.7% ลุยกวาดเบี้ย 3.25 หมี่นล้านบาทโต 8% รับประกันสุขภาพการท่องเที่ยวและรถยนต์ไฟฟ้าโต
นายชัย โสภณพนิช ประธานกรรมการ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด(มหาชน) หรือ BKI เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะยังเติบโตได้น้อยประมาณ 2.7-2.8% ส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนในตลาดหุ้นไทยจากความไม่มั่นใจต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ ซึ่งเป้าหมายการลงทุนของบริษัทในปีนี้จะรักษาผลตอบแทนการลงทุนที่ระดับ 2.7% ทรงตัวจากปีก่อน จากพอร์ตการลงทุน 5.2 หมื่นล้านบาท แบ่งพอร์ตการลงทุน เป็นตราสารหนี้ เช่น พันธบัตรรัฐบาล , หุ้นกู้เอกชน ประมาณ 35% และ ตราสารทุน , กองรีท ประมาณ 65%
“เศรษฐกิจไทยยังคงชะลอตัวทั้งปีนี้และปีหน้า ซึ่งการลงทุนในหุ้นไทยคงต้องรอจังหวะให้ดี และเรามองว่าในอีก 2-3 เดือนหุ้นไทยจะตกไปถึง 1,270-1,280 จุด จากระดับปัจจุบัน 1,370 จุด โดยหุ้นในกลุ่มโรงพยาบาลยังน่าสนใจ ถ้าหากจะลงทุน อีกกลุ่ม คือ กลุ่มค้าปลีก แต่ต้องให้รัฐบาลออกดิจิทัล วอลเล็ต มาก่อน”นายชัย กล่าว
**BKIตั้งเป้าเบี้ยรับรวมโต8%แตะ3.25หมื่นล้านบาท**
ด้าน นายอภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน ประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ BKI เปิดเผยว่า ปี 2567 บริษัทได้ตั้งเป้าหมายด้วยเบี้ยประกันภัยรับรวมที่ 32,500 ล้านบาท เติบโต 8% จากปีก่อนที่มีเบี้ยรับรวม 29,915.7 ล้านบาท แบ่งเป็นเบี้ยประกันภัยรถยนต์ 13,690 ล้านบาท และ เบี้ยประกันภัยที่ไม่ใช่ประกันภัยรถยนต์หรือ Non-Motor 18,810 ล้านบาท โดยบริษัทมุ่งมั่นที่จะขยายธุรกิจด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด พร้อมยกระดับนวัตกรรมการบริการให้ดียิ่งขึ้น นำมา ซึ่งการสร้างความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้าและ คู่ค้า
ทั้งนี้ แนวโน้มของธุรกิจประกันวินาศภัยในปี 2567 สมาคมประกันวินาศภัยไทยประเมินว่า จะมีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงขยายตัวอยู่ในช่วง 5 – 6% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า โดยได้รับผลบวกจากประกันภัยสุขภาพที่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง รวมถึงประกันภัยที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ดีตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติ และ ชาวไทยที่เดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ
ส่วนประกันภัยรถยนต์นั้น แม้ยอดจำหน่ายรถยนต์ใหม่โดยรวมจะมีแนวโน้มหดตัวลงต่อเนื่องจากปีที่แล้ว แต่ในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle: EV) คาดว่า จะยังคงเติบโตอย่างก้าวกระโดด ซึ่งรถยนต์ EV มีอัตราเบี้ยประกันภัย โดยเฉลี่ยที่สูงกว่ารถยนต์ใช้เชื้อเพลิง ส่งผลให้ปริมาณเบี้ยประกันภัยรถยนต์โดยรวมน่าจะยังคงเติบโตได้
ขณะเดียวกันด้านตลาดที่อยู่อาศัยแม้จะได้รับผลกระทบจากหนี้ครัวเรือนและ อัตราดอกเบี้ยที่ยังคงอยู่ในระดับสูงจนส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค แต่ด้วยต้นทุนการก่อสร้างที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับ ผู้ประกอบการได้เปิดโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่มีรายได้สูงมากขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอัตราการถูกปฏิเสธสินเชื่อน้อยกว่า ทำให้มูลค่าที่อยู่อาศัยต่อหน่วยที่เข้าสู่ระบบประกันภัยปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลบวกต่อเนื่องไปยังเบี้ยประกันอัคคีภัย
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจประกันวินาศภัยจะได้รับผลกระทบจากมูลค่าการลงทุนภาครัฐ ที่คาดว่าจะหดตัวลงจากปีที่ผ่านมา จากความล่าช้าของงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 เช่นเดียวกับผลกระทบจากสงคราม และความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ซึ่งจะส่งผลต่อมูลค่าการส่งออก
“นอกจากแนวโน้มของเบี้ยประกันภัยรับแล้ว ประกันวินาศภัยจะยังคงได้รับประโยชน์จากการที่ตลาดรับประกันภัยต่อโดยรวมมีการปรับอัตราเบี้ยประกันภัยขึ้น แม้จะเป็นการเพิ่มในอัตราที่ลดลงจากปีที่ผ่านมา และ จะยังคงมีแรงกดดันจากภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรง และ มีความถี่สูงขึ้นจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (Climate Change) โดยเฉพาะภัยจากพายุฝนและน้ำท่วม ตลอดจนต้นทุนการชดใช้ค่าสินไหมทดเเทนที่ยังคงปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเรื่องล่าสุดที่มีเรือขนส่งสินค้าชนสะพานน่าจะมีความเสียหายมหาศาลและส่งผลต่ออัตราเบี้ยประกันภัยต่อเช่นกัน”นายอภิสิทธิ์กล่าว

Related Articles

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *