สรุปประเด็นสำคัญ

  • การประกาศภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีทรัมป์ในอัตราที่สูงกว่าและเป็นวงกว้างมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ โดยเศรษฐกิจและธุรกิจของสหรัฐฯ อาจได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ
  • แม้ภาวะเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐฯ ไม่ได้เป็นการคาดการณ์ในกรณีพื้นฐาน (Base Case) ของเรา (บลจ. ยูโอบี)แต่ประเมินว่าโอกาสที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยมีเพิ่มมากขึ้นเป็นร้อยละ 30 – 40
  • ความแน่นอนของนโยบายที่มีความชัดเจนมากขึ้นอาจส่งผลให้ตลาดโลกมีเสถียรภาพขึ้นได้ในระยะสั้นได้ แต่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจยังคงมีอยู่
  • ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังสามารถลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจได้ โดยเราปรับเพิ่มมุมมองต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed จาก 1-2 ครั้ง เป็น 3-4 ครั้ง ในปี 2025 นี้
  • ความแน่นอนเกี่ยวกับผลกระทบของนโยบายภาษีที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเศรษฐกิจมีเพิ่มมากขึ้น หากเศรษฐกิจยังคงชะลอตัวลงต่อเนื่อง จะนำสู่โอกาสปรับลดลงของผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนต่างๆ ของสหรัฐฯ เราจึงลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นลง มาเป็น Underweight จาก Neutral
  • นักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้ต่ำอาจกระจายการลงทุนเพิ่มไปยังสินทรัพย์ประเภทความเสี่ยงต่ำ หรือ สินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ตราสารหนี้และทองคำ เป็นต้น

ภายหลังที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศมาตราการการตั้งภาษีนำเข้ากับสินค้ากับประเทศคู่ค้ารายใหญ่ของสหรัฐฯ หลายประเทศ จึงทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกเกิดความผันผวน อย่างไรก็ตาม ผลที่ตามมาต่อสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลกนั้นไม่ยังชัดเจนนัก ซึ่งนโยบายภาษีอาจแย่กว่าที่คาดไว้และคาดเดาได้ยากว่าจะมีความยืดหยุ่นในการเจรจาเรื่องมาตรการภาษีเหล่านี้ได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม การขยายมาตรการในวงที่กว้างขึ้นจะทำให้การเจรจายากขึ้นในระยะสั้น

ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

ประเทศจีน กลุ่มประเทศในยุโรป และผู้ส่งออกในเอเชียหลายรายจะได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก เม็กซิโกและแคนาดาได้รับผลกระทบเป็นอย่างมากจากภาษีนำเข้าร้อยละ 25 ที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ แม้ว่าการบังคับใช้จะล่าช้าออกไปก็ตาม อย่างไรก็ตาม ประเทศอย่างจีนยังมีช่องทางให้บริษัทต่างๆ ลดผลกระทบจากภาษีบางส่วนได้ ส่วนในมุมกลุ่มอุตสาหกรรมนั้น มีความเป็นไปได้ว่ากลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดน่าจะเป็นอุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักรในประเทศ เราคาดว่าผู้บริโภคในสหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นราคาสินค้าในวงกว้างอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งแม้ว่าผลกระทบอาจไม่ได้เกิดขึ้นทันที เนื่องจากบริษัทหลายแห่งได้มีการนำเข้าสินค้าไว้ก่อนที่ภาษีจะมีผลบังคับใช้ (Stockpiling) และในระยะกลางหากมีการตอบโต้จากประเทศที่ได้รับผลกระทบ คาดว่าอุตสาหกรรมและเกษตรกร
ในสหรัฐฯ อาจได้รับผลกระทบมากกว่านี้

ในระยะสั้นผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับสหรัฐฯ ในระดับผู้กำหนดนโยบาย เรามองว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ท้าทายในการประเมินผลกระทบต่อเงินเฟ้อจากมาตรการภาษีเหล่านี้ และหาจุดสมดุลในการดำเนินนโยบาย
ที่เหมาะสมกับความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ส่วนภาคธุรกิจอาจต้องเผชิญกับปัญหาด้านการจัดการและดำเนินธุรกิจระดับอัตรากำไร (Margin) ที่อาจแคบลงจากราคาต้นทุนที่ปรับขึ้น รวมถึงความยากในการวางแผนจัดสรรเงินลงทุนที่อาจมีเพิ่มขึ้น ในขณะที่ผู้บริโภคในสหรัฐฯ อาจประสบปัญหาในการตัดสินใจว่าควรเลื่อนการซื้อใดออกไป และจะปรับสมดุลงบประมาณอย่างไร โดยเฉพาะอาจต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนในการจ้างงาน

อย่างไรก็ตาม หากนโยบายและมาตรการต่างๆ เหล่านี้มีความชัดเจนเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้ความไม่แน่นอนที่กดดันตลาดและธุรกิจต่างๆ ลดลง ซึ่งอย่างน้อยก็จะช่วยให้สามารถวางแผนและตัดสินใจได้  ซึ่งเรามองว่าความไม่แน่นอนเหล่านี้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ข้อมูลเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 1 ปี 2568 อ่อนแอลง และความชัดเจนดังที่กล่าวข้างต้นอาจช่วยทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจกลับมามีเสถียรภาพได้

มุมมองเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในระยะยาวและความเสี่ยงในการเกิดเศรษฐกิจถดถอย

ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เราพบว่าโอกาสที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยมีน้อย โดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ สามารถรองรับต่อการปรับนโยบายการเงินที่เข้มงวดที่สุดในรอบหลายทศวรรษจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่องได้ นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังว่าอัตราดอกเบี้ยจะปรับลดลงอีกท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อที่ลดลง อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นการบริโภคของสหรัฐฯ เริ่มมีสัญญาณชะลอตัวลง ซึ่งหากอัตรากำไรของธุรกิจหดตัวลงอาจนำไปสู่การที่บริษัทต่างๆ พิจารณาลดต้นทุนและลดการจ้างงาน ซึ่งอาจทำให้การบริโภคลดลง และอาจทำให้ต้องเลิกจ้าง
เพิ่มมากขึ้น ทำให้ ณ จุดนี้ เมื่อพิจารณาจากความแข็งกร้าวของการประกาศนโยบายภาษี เราจึงเพิ่มโอกาสที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยขึ้นเป็นร้อยละ 40 จากระดับร้อยละ 25

โดยในกรณีฐาน (Base Case) เรามีมุมมองว่า มาตราการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ นั้น จะส่งผลให้การคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และการค้าโลก (Global Trade) ในช่วงข้างหน้าชะลอตัวลง แต่ยัง
ไม่ถึงขั้นที่เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย เนื่องจากหลายๆ ประเทศมีโอกาสที่จะบรรลุการเจรจาการค้ากับประเทศสหรัฐฯเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงอัตราภาษีการค้าในระดับสูงได้ นอกจากนั้น ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังสามารถลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจได้ โดยเราได้ปรับเพิ่มมุมมองต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed จาก 1-2 ครั้ง
เป็น 3-4 ครั้ง ในปี 2025 นี้

ควรพิจารณาจัดสรรเงินลงทุนอย่างไร

เราแนะนำให้นักลงทุนให้ความสำคัญอย่างมากกับการจัดการความเสี่ยงพอร์ตอย่างเหมาะสมและประเมิน
ความอ่อนไหวทางเศรษฐกิจต่อนโยบายต่างๆ อย่างใกล้ชิด ในขณะเดียวกันนักลงทุนไม่ควรตื่นตระหนกมากเกินไป
ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลกระทบของนโยบายภาษีที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเศรษฐกิจมีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเศรษฐกิจสหรัฐฯ
เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว และหากยังคงชะลอตัวลงต่อเนื่อง เราอาจต้องปรับเพิ่มคาดการณ์การเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยขึ้นตามมา และจะนำสู่โอกาสปรับลดลงของผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนต่างๆ ของสหรัฐฯ เราแนะนำให้ลด
ความเสี่ยงของพอร์ตในภาพรวมลง และลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นลงมาเป็น Slightly Underweight จาก Neutral  ส่วนการลงทุนในตราสารหนี้เราแนะนำให้ลดความเสี่ยงด้านเครดิตลง

อย่างไรก็ตาม ในทางกลับกัน เศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสามารถทนทานต่อการหยุดชะงัก
จาก COVID และอัตราดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นได้อย่างดี และอาจต้านทานนโยบายภาษีศุลกากรที่กดดันตลาดอยู่ในปัจจุบันได้เช่นกัน โดยกรณีพื้นฐานของเราคือการเติบโตที่ช้าลง ไม่ใช่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ในสถานการณ์เช่นนี้
การปรับตัวลงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ จนถึงขณะนี้ สะท้อนปัจจัยด้านลบไปบางส่วน กรณีที่ตลาดปรับลดลงอย่างมากอาจเป็นโอกาสให้สามารถทยอยสะสมลงทุนเพิ่มเติมสำหรับนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้สูง และนักลงทุนควรกระจายการลงทุนไปยังภูมิภาคอื่นๆ ได้ ส่วนนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้ต่ำอาจเพิ่มกระจายการลงทุนยังสินทรัพย์ประเภทเสี่ยงต่ำ เช่น ตราสารหนี้คุณภาพ เป็นต้น และอาจพิจารณาลงทุนในทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงขาลงให้กับพอร์ตการลงทุน

กองทุนไม่ยาวนัก ซึ่งจะช่วยสร้าง Income ที่ดี ในขณะที่สามารถ Protect Downside ให้กับพอร์ตการลงทุนได้ดีในช่วงที่ตลาดผันผวน (แนะนำกองทุน UGIS-N) สำหรับนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้สูงถึงสูงมากและสามารถลงทุนในระยะเวลาที่ยาวขึ้นได้ แนะนำช่วงที่ตลาดปรับลดลงทยอยลงทุน (Buy on Dip) ในกองทุนหุ้นโลกที่มีการกระจายตัวและผันผวนต่ำ (แนะนำกองทุน UGD, กองทุน UESG) นอกจากนี้อาจกระจายลงทุนในสินทรัพย์หรือกองทุนที่ลงทุนด้วยกลยุทธ์ที่ไม่เคลื่อนไหวตามตลาดเพื่อลดความเสี่ยงตลาดของพอร์ตลง (แนะนำกองทุน UOBSG-N, UGEAR)

Related Articles

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *