นายณัฐพล จันทร์สิวานนท์ กรรมการผู้จัดการ สายการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด (บลจ. ยูโอบี) ได้ให้มุมมองว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ภายหลังตัวเลขภาษีนำเข้าที่ประเทศสหรัฐฯ สามารถบรรลุข้อตกลงกับประเทศต่างๆ ออกมาน้อยกว่าที่ประกาศไว้เดิมกว่าครึ่งนึง รวมถึงผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อซึ่งน้อยกว่าที่คาดไว้มาก สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป (Soft landing) โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจการคลัง (The One Big Beautiful Bill) และแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) เพื่อลดความเสี่ยงของการชะลอตัวในตลาดแรงงาน ในขณะที่ผลกำไรของหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่สหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่งจากการลงทุนใน Generative AI ดังนั้น หุ้นสหรัฐฯ จะยังคงมี
ความน่าสนใจ แม้ว่าจะมีมูลค่าที่แพงกว่าภูมิภาคอื่น แต่ยังมีปัจจัยสนับสนุนการเติบโตได้
สำหรับเศรษฐกิจในยุโรปยังคงมีการฟื้นตัวที่ดีขึ้นภายหลังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป (ECB)
อย่างต่อเนื่อง และการกระตุ้นเศรษฐกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและโครงสร้างพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัว
ที่ดีอาจทำให้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในยุโรปมีปริมาณที่ลดลงในช่วงที่เหลือของปี ด้านภูมิภาคเอเชีย เศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวเช่นเดียวกัน โดยประเทศญี่ปุ่นมีการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับปานกลางจากการบริโภคภายในประเทศ แต่มี
ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อจากตลาดแรงงานที่ตึงตัว ทำให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ยังคงมีแนวโน้มจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ในขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจในประเทศจีนยังคงมีความเปราะบางจากอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ ส่งผลให้การประชุมรัฐบาลจีนล่าสุด ยังคงมีความจำเป็นจะต้องออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนหลักต่อตลาดหุ้นจีนและเอเชีย
เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ต่อเนื่องถึงปี 2569 มีแนวโน้มเผชิญกับความท้าทายในหลายด้าน แม้ว่าภาพรวมในช่วงครึ่งปีแรกจะขยายตัวได้ดี โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขยายตัวถึงร้อยละ 3.0 ซึ่งเป็นผลจากการฟื้นตัวของภาคการส่งออก โดยเฉพาะการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ซึ่งเกิดจากการเร่งการนำเข้าสินค้าก่อนที่นโยบายภาษีการค้าใหม่จะมี
ผลบังคับใช้ ส่งผลให้การส่งออกโดยรวมขยายตัวถึงร้อยละ 12.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะเดียวกัน
การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวได้ร้อยละ 1.6 โดยมีแรงสนับสนุนจากการลงทุนในกลุ่มสินค้าทุนและอุตสาหกรรมยานยนต์
ด้านนโยบายการคลังไทย การใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มปรับลดลงจากการเร่งเบิกจ่ายในช่วงก่อนหน้า ขณะที่ยังไม่มีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่เข้ามาเพิ่มเติมในช่วงเวลานี้ อีกทั้งความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศอาจเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายการคลังและการเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งอาจส่งผลให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านภาครัฐมีข้อจำกัด
มากขึ้น การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องจากครึ่งปีแรก โดยได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ
ที่ลดลง ครัวเรือนและธุรกิจขนาดเล็กยังคงเผชิญกับภาระหนี้สินในระดับสูง ซึ่งจำเป็นต้องลดระดับหนี้ลง ส่งผลให้กำลังซื้อ
เพื่อการบริโภคและการลงทุนลดลงตามไปด้วย ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินก็เริ่มได้รับผลกระทบจากระดับหนี้เสีย
(Non-Performing Loan: NPL) ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ต้องใช้มาตรการที่เข้มงวดมากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อ ส่งผลให้สภาพคล่องของครัวเรือนและธุรกิจขนาดกลางถึงขนาดเล็กตึงตัวมากขึ้น
ในด้านเงินเฟ้อ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังคงอยู่ในแดนลบ โดยล่าสุดในเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ร้อยละ -0.7 และเฉลี่ยในช่วง 7 เดือนแรกของปีอยู่ที่ร้อยละ 0.21 โดย บลจ. ยูโอบี คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ในแดนลบในช่วงครึ่งปีหลัง เนื่องจากฐานราคาน้ำมันในปีก่อนยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับแรงกดดันจากสินค้าราคาถูกที่นำเข้าจากประเทศจีน และกำลังซื้อภายในประเทศ
ที่อ่อนแรงลงอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในช่วงร้อยละ 0.1 ถึง 0.3 จากภาพรวมดังกล่าวคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะปรับลดลงอีก 0.25% เหลือร้อยละ 1.25 ภายในสิ้นปีนี้ และอาจปรับลดลงอีก 1 ถึง 2 ครั้งในปี 2569 ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในช่วงร้อยละ 0.75 ถึง 1.00 แนวโน้มตลาดหุ้นไทยคาดว่าจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป
โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกหลังนโยบายภาษีของสหรัฐฯ มีความชัดเจนมากขึ้น รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โครงการลงทุนภาครัฐ และเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมดิจิทัล จะเป็นปัจจัยสำคัญใน
การประคับประคองการเติบโตภายในประเทศ ผสานกับนโยบายทางการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยที่มีแนวโน้ม
ผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของตลาดทุน อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยกดดันที่ต้องติดตาม
เช่น ระดับหนี้ภาคครัวเรือนที่ยังสูง และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ยังต้องใช้เวลา
บลจ. ยูโอบี แนะนำกระจายการลงทุนในต่างประเทศโดยเรามีมุมมองเชิงบวกต่อตราสารทุนของสหรัฐฯ และตราสารหนี้ เนื่องจากนโยบายดอกเบี้ยของสหรัฐฯ รวมถึงประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ช่วงขาลง เราจึงมีมุมมองลงทุนในตราสารหนี้โดยเน้น
กลยุทธ์เพิ่มอายุตราสารประกอบกับการคัดเลือกเครดิตอย่างระมัดระวัง
นายกุลฉัตร จันทวิมล กรรมการผู้จัดการอาวุโส สายพัฒนาธุรกิจ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด (บลจ. ยูโอบี) ได้ให้คำแนะนำทางเลือกผลิตภัณฑ์การลงทุน เพื่อรองรับวัตถุประสงค์การลงทุนที่แตกต่างกันของ
ผู้ลงทุนดังนี้
- เพื่อบริหารสภาพคล่องหรือต้องการลงทุนในระหว่างรอจังหวะการลงทุน กองทุนที่แนะนำ ได้แก่
- กองทุนเปิด ไทย แคช แมเนจเม้นท์ (TCMF-M) หน่วยลงทุนชนิดเพื่อผู้ลงทุนทั่วไป และกองทุนเปิด ไทย แคช แมเนจเม้นท์ หน่วยลงทุนชนิดเพื่อผู้ลงทุนนิติบุคคล (TCMF-I) ระดับความเสี่ยง 1 (เสี่ยงต่ำ)
ที่มีนโยบายมุ่งลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งตราสารหนี้ และ/หรือเงินฝาก หรือตราสารเทียบเท่าเงินฝาก แต่ไม่รวมถึงเงินฝากอิสลาม โดยจะลงทุนในตราสารแห่งหนี้ทั้งภาครัฐ และ/หรือภาครัฐวิสาหกิจ ที่มีความมั่นคงและมีสภาพคล่องสูงเป็นหลัก - กองทุนเปิด ยูไนเต็ด อินคัม เดลี่ อัลตร้า พลัส ฟันด์ (UIDPLUS) ระดับความเสี่ยง 4 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำ) ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในตราสารแห่งหนี้ เงินฝาก ทั้งในประเทศและ/หรือต่างประเทศ ตราสาร
ทางการเงินที่รัฐบาล องค์การ หน่วยงานของรัฐบาล องค์การระหว่างประเทศ รัฐวิสาหกิจ หรือภาคเอกชน
ทั้งในประเทศ/หรือต่างประเทศเป็นผู้ออก ผู้รับรอง ผู้รับอาวัล หรือผู้ค้ำประกัน โดยอันดับความน่าเชื่อถือของ
ตราสารหรือของผู้ออกตราสารอยู่ในอันดับที่สามารถลงทุนได้ (Investment Grade) ทั้งนี้ กองทุนอาจลงทุนใน Derivatives เพื่อป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน - กองทุนเปิด ไทย ตราสารหนี้ (TFIF) ระดับความเสี่ยง 4 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำ) ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งตราสารแห่งหนี้ และ/หรือเงินฝาก ทั้งภาครัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และ/หรือภาคเอกชน ที่มีความมั่นคงและมีสภาพคล่องสูงเป็นหลัก
- เพื่อกระจายการลงทุนไปยังตราสารหนี้ทั่วโลก และรับความผันผวนได้ปานกลาง กองทุนที่แนะนำ ได้แก่ กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล อินคัม สตราทีจิค บอนด์ ฟันด์ หน่วยลงทุนชนิดรับซื้อคืนหน่วยลงทุนแบบปกติ (UGIS-N) และกองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล อินคัม สตราทีจิค บอนด์ เอฟเอ็กซ์ ฟันด์ หน่วยลงทุนชนิดรับซื้อคืนหน่วยลงทุนแบบปกติ (UGISFX-N) ระดับความเสี่ยง 5 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในกองทุนหลัก PIMCO GIS Income Fund (Class I) เพียงกองทุนเดียวโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งกองทุนหลักมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างกระแสรายได้ในระดับสูงโดยการบริหารการลงทุนอย่างรอบคอบ และมีวัตถุประสงค์ในการสร้างการเติบโตของเงินลงทุนในระยะยาว โดยมีหลักการสำคัญในการกระจายการลงทุนไปในตราสารหนี้ประเภทต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วโลกอย่างน้อย 2 ใน 3 ของมูลค่าทรัพย์สิน ทั้งนี้ กองทุน UGIS-N และกองทุน UGISFX-N อาจลงทุนใน Derivative เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการลงทุน
- เพื่อโอกาสลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย และรับความผันผวนได้ปานกลาง กองทุนที่แนะนำ ได้แก่
- เพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ : กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ซีไอโอ อินคัม ฟันด์ TH หน่วยลงทุนชนิดรับซื้อคืนหน่วยลงทุนแบบปกติ (UIFT-N) ระดับความเสี่ยง 5 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในกองทุนหลัก United CIO Income Fund – Class T USD Acc เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งกองทุนหลักกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์ทั่วโลก อาจลงทุนทางอ้อมในบริษัทข้างต้นผ่านกองทุนรวม กองทุนรวมอีทีเอฟ (ETFs) หรือกองทรัสต์เพื่อ
การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) และลงทุนโดยตรงในบริษัทผ่านตราสารทุน หลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ
ตราสารทุน หรือ ตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทเหล่านี้โดยตรง ทั้งนี้ กองทุนอาจลงทุนใน Derivative เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการลงทุน - เพื่อสร้างโอกาสเติบโตของเงินลงทุน : กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ซีไอโอ โกรท ฟันด์ TH หน่วยลงทุนชนิดเพื่อ
ผู้ลงทุนทั่วไป (UGFT-M) ระดับความเสี่ยง 6 (เสี่ยงสูง) ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในกองทุนหลัก United CIO Growth Fund – Class T USD Acc โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน กองทุนหลักกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์ทั่วโลก ในบริษัทที่จัดตั้ง จดทะเบียน ซื้อขาย หรือทำธุรกรรมในระดับโลก โดยกองทุนหลักอาจลงทุนในกองทุนรวม กองทุนรวมอีทีเอฟ (ETF) หรือกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ตราสารทุน หลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับตราสารทุน พันธบัตร หรือตราสารหนี้้ของบริษัทเหล่านี้โดยตรง ทั้งนี้ กองทุนอาจลงทุนใน Derivative เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการลงทุน - เพื่อโอกาสการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มการเติบโต : กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ยูเอส โกรท ฟันด์ (UUSA-M) ระดับความเสี่ยง 6 (เสี่ยงสูง) ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในกองทุนหลัก JPMorgan Funds – US Growth Fund Class I (acc) – USD โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุนหลักจะลงทุนอย่างน้อยร้อยละ 67 ของมูลค่าทรัพย์สินในหุ้นที่มีการเติบโตหรือมีแนมโน้มการเติบโต (Growth style) ของบริษัทในประเทศสหรัฐฯ และอย่างน้อยร้อยละ 51 ของมูลค่าทรัพย์สิน จะลงทุนในบริษัทที่มีลักษณะเชิงบวกด้าน สิ่งแวดล้อมและ/หรือสังคมที่มีการปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี
- เพื่อโอกาสการลงทุนในตราสารทุนสหรัฐฯ : กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ยูเอส เทคโนโลยี อิควิตี้ ฟันด์ (UUSTECH) ระดับความเสี่ยง 7 (เสี่ยงสูง) ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในกองทุนหลัก JPMorgan Funds – US Technology Fund ชนิดหน่วยลงทุน JPM US Technology I (acc) – USD เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งกองทุนหลักมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการเติบโตของเงินทุนในระยะยาว โดยเน้นการลงทุนตราสารทุนของบริษัทในประเทศสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี (ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะด้านเทคโนโลยี สื่อ และบริการ ด้านการสื่อสาร)
- เพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ : กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ซีไอโอ อินคัม ฟันด์ TH หน่วยลงทุนชนิดรับซื้อคืนหน่วยลงทุนแบบปกติ (UIFT-N) ระดับความเสี่ยง 5 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในกองทุนหลัก United CIO Income Fund – Class T USD Acc เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งกองทุนหลักกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์ทั่วโลก อาจลงทุนทางอ้อมในบริษัทข้างต้นผ่านกองทุนรวม กองทุนรวมอีทีเอฟ (ETFs) หรือกองทรัสต์เพื่อ
- สำหรับการจัดพอร์ตลงทุนในระยะกลาง-ยาว ในหุ้นกลุ่มคุณภาพดีและเติบโตสูง กองทุนที่แนะนำ ได้แก่
- กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล ดูเรเบิ้ล อิควิตี้ ฟันด์ (UGD) ระดับความเสี่ยง 6 (เสี่ยงสูง) ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในกองทุนหลัก United Global Durable Equities Fund – Class USD ACC เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งกองทุนหลักเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มั่นคงที่ให้กำไรทบต้นอย่างสม่ำเสมอแก่ผู้ลงทุนโดยมีระดับความผันผวนของผลตอบแทนที่ต่ำกว่าระดับ ค่าเฉลี่ยของบริษัททั่วไป และลงทุนในตราสารทุน หรือหลักทรัพย์อื่นๆ รวมถึงตราสารที่เกี่ยวข้องกับตราสารทุน
ที่จดทะเบียนและซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก - กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล อิควิตี้ แอบโซลูท รีเทิร์น (UGEAR) ระดับความเสี่ยง 6 (เสี่ยงสูง) – กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อน ซึ่งมีนโยบายเน้นลงทุนในกองทุนหลัก Jupiter Merian Global Equity Absolute Return Fund (Class I USD Accumulation) กองทุนหลักมีวัตถุประสงค์การลงทุนเพื่อมุ่งสร้างผลตอบแทนที่เป็นบวก (absolute return) ) โดยไม่ขึ้นกับภาวะตลาดในแต่ละขณะ โดยจะเน้นการลงทุนในตราสารทุนของบริษัทที่จัดตั้งในประเทศต่างๆ ทั่วโลก และจดทะเบียนหรือซื้อขายบนตลาดหลักทรัพย์ที่เป็นที่ยอมรับ (recognized exchanges)
- กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล ดูเรเบิ้ล อิควิตี้ ฟันด์ (UGD) ระดับความเสี่ยง 6 (เสี่ยงสูง) ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในกองทุนหลัก United Global Durable Equities Fund – Class USD ACC เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งกองทุนหลักเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มั่นคงที่ให้กำไรทบต้นอย่างสม่ำเสมอแก่ผู้ลงทุนโดยมีระดับความผันผวนของผลตอบแทนที่ต่ำกว่าระดับ ค่าเฉลี่ยของบริษัททั่วไป และลงทุนในตราสารทุน หรือหลักทรัพย์อื่นๆ รวมถึงตราสารที่เกี่ยวข้องกับตราสารทุน
- โอกาสการลงทุนในตราสารทุนต่างประเทศ หรือสินทรัพย์ทางเลือก เพื่อกระจายความเสี่ยง กองทุนที่แนะนำ ได้แก่
- กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล ซัสเทนเนเบิล อินฟราสตรัคเจอร์ อิควิตี้ ฟันด์ หน่วยลงทุนชนิดรับ
ซื้อคืนหน่วยลงทุนแบบปกติ (UINFRA-N) ระดับความเสี่ยง 6 (เสี่ยงสูง) ที่มีนโยบายลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งหน่วยลงทุนของกองทุนรวมตราสารทุนต่างประเทศ และ/หรือกองทุนรวมอีทีเอฟ (ETF) ตราสารทุนต่างประเทศ ที่มีนโยบายการลงทุนที่เน้นการลงทุนในตราสารทุนของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก และมีแนวทางในการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน โดยกระจายการลงทุนในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก โดยกองทุนจะมี net exposure ในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมดังกล่าวโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่า ทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ทั้งนี้ กองทุนอาจลงทุนใน Derivatives เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการลงทุน - กองทุนเปิด ยูโอบี สมาร์ท โกลด์ ฟันด์ – H (UOBSG-H) ) ระดับความเสี่ยง 8 (เสี่ยงสูงมาก) ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในกองทุนหลัก SPDR Gold Trust ที่เน้นลงทุนในทองคำแท่งเพื่อสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับราคาทองคำในตลาดโลกหักกับค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทั้งหมดของกองทุน โดยกองทุนจะลงทุนในกองทุนหลักที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้ อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน และจะนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน
- กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล ซัสเทนเนเบิล อินฟราสตรัคเจอร์ อิควิตี้ ฟันด์ หน่วยลงทุนชนิดรับ
นอกจากนี้ บลจ. ยูโอบี ยังมีทางเลือกเพิ่มเติมสำหรับนักลงทุนที่ต้องการ Solution ในการลงทุนเฉพาะทาง ได้แก่
- USD Fund Solution กองทุนรวมสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) สำหรับนักลงทุนไทย เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนในสกุลเงินบาทเพียงอย่างเดียว กองทุนที่แนะนำ ได้แก่
- กองทุน Term Fund หรือ กองทุนรวมที่กำหนดอย่างชัดเจนว่าจะถือทรัพย์สินที่ลงทุนตลอดอายุโครงการหรือตลอดรอบการลงทุน ความเสี่ยงระดับ 3 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำ) เหมาะกับคนที่อยากหาแหล่งพักเงินลงทุน โดยมีโอกาสได้ผลตอบแทนมากกว่าฝากออมทรัพย์ หรือฝากประจำในไทย
- กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ยูเอสดี เดลี่ ฟันด์ (USDAILY) ความเสี่ยงระดับ 4 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำ) ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในกองทุนหลัก State Street USD Liquidity LVNAV Fund – Select Accumulating โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งกองทุนหลักเน้นลงทุนในตราสารตลาดเงิน และ/หรือตราสารหนี้ในสกุลเงิน USD ที่มีการจ่ายดอกเบี้ยทั้งในอัตราดอกเบี้ยคงที่และอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ทั้งนี้ กองทุนอาจลงทุนใน Derivatives เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการลงทุนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
- กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ยูเอสดี โกลบอล อินคัม สตราทีจิค บอนด์ ฟันด์ (UGIS-USD) ความเสี่ยงระดับ 5 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในกองทุนหลัก PIMCO GIS Income Fund (Class I) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน กองทุนหลักกระจายการลงทุนในตราสารหนี้ประเภทต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วโลกอย่างน้อย 2 ใน 3 ของมูลค่าทรัพย์สิน ซึ่งอาจลงทุนใน
ตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าที่สามารถลงทุนได้ไม่เกินร้อยละ 50 ของมูลค่าทรัพย์สิน
- Private Asset Solution รองรับความต้องการของนักลงทุนที่มองหาโอกาสการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกที่มีศักยภาพในการเติบโตระยะยาว กองทุนที่แนะนำ ได้แก่
- กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ไพรเวท ไดเวอร์ซิไฟด์ เลนดิ้ง ฟันด์ ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย หน่วยลงทุน
ชนิดรับซื้อคืนแบบปกติ (UPD-UI-N) ความเสี่ยงระดับ 8+ (เสี่ยงสูงมากอย่างมีนัยสำคัญ) – กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อน และกองทุนรวมสำหรับผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษเท่านั้น ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในกองทุนหลัก PIMCO Private Diversified Lending Fund Ltd (Class C) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน กองทุนหลักกระจายการลงทุนทั้งทางตรงและทางอ้อมในสินทรัพย์ประเภท Private Assets โดยลงทุนในการให้กู้ยืมเงินหรือเงินกู้ และ/หรือธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยสินเชื่อของภาคเอกชนที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือบริษัทที่มีการปล่อยสินเชื่อนอกตลาดหรือให้กู้ยืมโดยตรง (Private Lending, Loans or Private credit) ทั้งนี้ กองทุนอาจลงทุนใน Derivatives เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการลงทุน และ/หรือเพื่อการลดความเสี่ยง (Hedging) - กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ไพรเวท อินฟราสตรัคเจอร์ ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย หน่วยลงทุนชนิดรับซื้อคืนแบบปกติ (UPINFRA-UI-N) ความเสี่ยงระดับ 8+ (เสี่ยงสูงมากอย่างมีนัยสำคัญ) – กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อน และกองทุนรวมสำหรับผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษเท่านั้น ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในกองทุนหลัก EQT Nexus Fund SICAV – ENIF (Class I EUR-Z) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน กองทุนหลักมุ่งเน้นการสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมกับความเสี่ยง และการเติบโตของเงินลงทุนในระยะกลางถึงระยะยาว โดยจัดสรรการลงทุนหลายรูปแบบ เช่น Fund Investments และ Co-Investments ในกองทุนโครงสร้างพื้นฐานของ EQT ทั้งนี้ กองทุนอาจลงทุนใน Derivatives เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการลงทุน และ/หรือเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านอื่นของกองทุน
- กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ไพรเวท ไดเวอร์ซิไฟด์ เลนดิ้ง ฟันด์ ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย หน่วยลงทุน