โดย: บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด
โลกกำลังอยู่ท่ามกลางจุดเปลี่ยนที่สำคัญของระบบพลังงาน ภายใต้บริบทของความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนทางการค้า และการแข่งขันด้านเทคโนโลยีที่ทวีความเข้มข้น ปัจจัยเหล่านี้ได้เบี่ยงเบนความสนใจของหลายประเทศจากประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืน ไปสู่ประเด็นด้านความมั่นคงและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมากขึ้น
อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้หมายความว่าแนวคิดด้านความยั่งยืนกำลังถดถอย ตรงกันข้าม กระแสเงินลงทุนในเทคโนโลยีสีเขียว (Green Technology) ยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าแรงขับเคลื่อนที่แท้จริงของการเปลี่ยนผ่านพลังงานในระยะถัดไปไม่ได้ขึ้นอยู่กับกรอบบังคับเชิงนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ ความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์และการบริหารความเสี่ยงในระยะยาว ทั้งภาคเอกชนที่เห็นถึงศักยภาพทางธุรกิจประกอบกับหน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินที่ยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านความยั่งยืน โดยกำหนดให้ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ต้องพิจารณาสำหรับการประเมินระดับความเสี่ยงและผลตอบแทนในการลงทุน
(ที่มา: MSCI Sustainability and Climate in Focus: Trends to Watch for 2026 ณ วันที่ 1 ธันวาคม 2025)
ทำให้ภาพวันนี้ โลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค Energy Transition 2.0 ที่การเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยนโยบายหรือกฎหมายที่เข้มงวดเท่านั้น แต่ขับเคลื่อนด้วยหลักทางเศรษฐศาสตร์ คือ ต้นทุนที่ถูกลง ความสามารถในการทำกำไร และการบริหารความเสี่ยงด้านพลังงานในระยะยาว
จากแรงหนุนนโยบาย สู่ความพร้อมเชิงพาณิชย์
บทเรียนสำคัญจากโลกการลงทุนในทศวรรษที่ผ่านมา คือ นโยบายภาครัฐอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามวัฏจักรการเมือง แต่เทคโนโลยีด้านพลังงานยั่งยืนถูกพิสูจน์แล้วว่าประยุกต์ใช้ในธุรกิจได้จริง และมี ความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์ (Commercial Viability) สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนโดยไม่ต้องพึ่งแรงหนุนจากนโยบายภาครัฐเพียงอย่างเดียว
ทั้งนี้ เทคโนโลยีที่มีความพร้อมเชิงพาณิชย์นั้น มี 2 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ต้นทุนที่สามารถแข่งขันกับพลังงานแบบดั้งเดิมได้ (Cost Parity) และ ความสามารถในการขยายการใช้งานในวงกว้าง (Scalability) ซึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ กลุ่มพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) และระบบขนส่งพลังงานไฟฟ้า (Electric Mobility) ซึ่งสามารถขยายตัวได้รวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาพลังงานฟอสซิลมีความผันผวนสูง
นอกจากนั้น ความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล (Data Centers) และ AI ได้กลายเป็นแรงสนับสนุนเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ส่งผลให้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 หุ้นในกลุ่มพลังงานทางเลือกสามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าตลาดมากกว่า 2 เท่า
ในทางกลับกัน เทคโนโลยีที่ยังไม่สามารถยืนได้ด้วยตัวเองทางเศรษฐศาสตร์ เช่น การดักจับคาร์บอน (Carbon Capture) หรือเชื้อเพลิงชีวภาพขั้นสูง เราจะเห็นว่ากลุ่มบริษัทเหล่านี้ยังคงจำเป็นต้องพึ่งพาแรงสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐในการขับเคลื่อนเชิงนโยบายเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ ซึ่งประเด็นเรื่องเทคโนโลยีที่มีความพร้อมเชิงพาณิชย์จึงเป็นกุญแจสำคัญในการประเมิน “โอกาส” และ “ความเสี่ยง” ของการลงทุนในยุค Energy Transition 2.0
(ที่มา: MSCI Sustainability and Climate in Focus: Trends to Watch for 2026 ณ วันที่ 1 ธันวาคม 2025)
เมื่อนำข้อมูลผลตอบแทนของหุ้นทั่วโลกในดัชนี MSCI ACWI Index มาวิเคราะห์ในช่วงวันที่ 31 สิงหาคม 2019 ถึง 30 มิถุนายน 2025 จะพบความแตกต่างของผลตอบแทนอย่างมีนัยสำคัญระหว่างกลุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้องกับพลังงานคาร์บอนต่ำ (low carbon) ในระดับที่แตกต่างกัน โดยหุ้นกลุ่มแรกซึ่งมีรายได้จากธุรกิจ low carbon แต่ยังมีข้อจำกัดในแง่ความพร้อมเชิงพาณิชย์ (เส้นสีฟ้า) ให้ผลตอบแทนสะสมเพียงราว 2–3% ขณะที่หุ้นอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งผ่านการคัดกรองว่ามีความพร้อมเชิงพาณิชย์สูง มีโมเดลธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้และผลกำไรได้จริง (เส้นสีเขียว) กลับสร้างผลตอบแทนสะสมสูงถึงประมาณ 12–15%
ความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าตลาดทุนให้ premium กับบริษัทที่สามารถแปลงโอกาสจากธีมด้านสภาพภูมิอากาศและพลังงานสะอาดให้กลายเป็นผลประกอบการที่จับต้องได้ มากกว่าบริษัทที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาเทคโนโลยี ส่งผลให้ช่องว่างของผลตอบแทนระหว่างทั้งสองกลุ่มขยายตัวออกไปอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
นอกจากนี้ หนึ่งในตัวชี้วัดที่น่าสนใจ คือ ความเคลื่อนไหวของดัชนี MSCI ACWI IMI New Energy Filtered Index ซึ่งเป็นการคัดเลือกบริษัททั่วโลกที่เกี่ยวข้องกับธีมพลังงานยุคใหม่ (New Energy) เช่น พลังงานหมุนเวียน ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แบตเตอรี่ เทคโนโลยีไฮโดรเจน และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โดยดัชนีดังกล่าวไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการจัดกลุ่มตามอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ยังใช้เกณฑ์การคัดกรองเชิงคุณภาพในการคัดบริษัทที่ยังขาดความพร้อมเชิงพาณิชย์ออก และคัดเลือกเฉพาะบริษัทที่มีสัดส่วนรายได้จาก New Energy อย่างมีนัยสำคัญ
แนวทางการคัดกรองดังกล่าวช่วยสะท้อนมุมมองการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับ growth that is investable มากกว่าการเติบโตเชิงแนวคิด (Thematic Exposure) เพียงอย่างเดียว ทำให้ดัชนีนี้เป็นตัวแทนของหุ้นในธีมพลังงานสะอาดที่มีศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืนในเชิงเศรษฐกิจ
หากพิจารณาผลตอบแทนตั้งแต่ต้น (YTD ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2025) จะเห็นว่า MSCI ACWI IMI New Energy Filtered Index ให้ผลตอบแทนสูงถึง 45.33% เหนือกว่าดัชนีหุ้นโลกโดยรวมอย่าง MSCI ACWI Investable Market Index (IMI) ซึ่งอยู่ที่ 20.67% อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสะท้อนว่าตลาดทุนยังคงเชื่อมั่นในธีม Energy Transition ในฐานะเมกะเทรนด์ของเศรษฐกิจโลก เพียงแต่ความสำเร็จในการลงทุนขึ้นอยู่กับความสามารถในการคัดเลือกบริษัทที่ “ทำได้จริง” มากกว่าบริษัทที่ “มีเรื่องเล่า”
(ที่มา: MSCI Sustainability and Climate in Focus: Trends to Watch for 2026 ณ วันที่ 1 ธันวาคม 2025)
คำเตือน ผลการดำเนินงานในอดีต/ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
จากข้อมูลทั้งหมด สามารถสรุปได้ว่า บริษัทที่สามารถบริหารการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานยุคใหม่ (Energy Transition) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มักมีโอกาสสร้างผลตอบแทนในตลาดทุนได้ดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญ โดยคุณลักษณะสำคัญของบริษัทเหล่านี้มักเกี่ยวข้องกับความพร้อมเชิงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้ ความสามารถในการขยายธุรกิจในเชิงอุตสาหกรรม และการที่เทคโนโลยีของบริษัทถูกนำไปใช้งานในวงกว้าง อธิบายง่าย ๆ ก็คือ ผู้ชนะของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่ใช่บริษัทที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุดในเชิงทฤษฎี แต่คือบริษัทที่สามารถทำให้ความยั่งยืนกลายเป็นธุรกิจที่สร้างมูลค่าได้จริง
การผลักดันของนักลงทุน สู่การขับเคลื่อนด้านพลังงาน
ท่ามกลางความไม่แน่นอนของกฎระเบียบด้านพลังงานของภาครัฐในหลายประเทศ บทบาทของตลาดทุนและนักลงทุนกำลังทวีความสำคัญมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในการผลักดันให้ภาคธุรกิจเร่งขับเคลื่อนวาระด้านพลังงานสะอาดและการลดการปล่อยคาร์บอน โดยเฉพาะผ่านการเรียกร้องความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อใช้ประกอบการประเมินความเสี่ยงและโอกาสในระยะยาว การเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG จึงกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของกระบวนการตัดสินใจลงทุนในระดับสากล
ซึ่งมีหลักฐานชี้ชัดว่าบริษัทที่เปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนได้ชัดเจนและมีคุณภาพ มักจะได้ประโยชน์ในรูปของต้นทุนทางการเงินที่ต่ำลง ความสามารถในการเข้าถึงเงินทุนที่ดีขึ้น และมูลค่าหลักทรัพย์ที่สะท้อนการเติบโตในระยะยาวได้ดีกว่า ทำให้บริษัทต่าง ๆ เริ่มยกระดับการเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG ที่เกี่ยวข้องกับผลประกอบการมากขึ้น โดยไม่ต้องผ่านการบังคับจากภาครัฐ แต่เกิดจากการตอบสนองต่อความคาดหวังของนักลงทุนและผู้ถือหุ้นโดยตรง กล่าวได้ว่า กลไกตลาดทุนกำลังทำหน้าที่เป็นตัวเร่ง (Catalyst) ของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานควบคู่ไปกับเป้าหมายทางธุรกิจ
ในบริบทนี้ หากเป้าหมายของนักลงทุนคือการสร้างพอร์ตการลงทุนที่สามารถเติบโตไปพร้อมกับเมกะเทรนด์ด้านความยั่งยืนของโลก การเลือกกลยุทธ์การลงทุนที่ผสานมิติด้าน ESG เข้ากับการคัดเลือกหุ้นเชิงคุณภาพจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง กองทุนที่มุ่งลงทุนในบริษัทที่มีศักยภาพในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน มีธรรมาภิบาลที่ดี และสามารถสร้างมูลค่าในระยะยาว อาจเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ตอบโจทย์นักลงทุนในยุคปัจจุบัน
ภายใต้แนวคิดดังกล่าว กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ซัสเทนเนเบิล อิควิตี้ โซลูชั่น ฟันด์ – หน่วยลงทุนชนิดเพื่อผู้ลงทุนทั่วไป (USUS) ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการลงทุนในธีมความยั่งยืน โดยคำนึงถึงทั้งโอกาสการเติบโตทางเศรษฐกิจและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการลงทุนของตลาดทุนโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านจาก “การเติบโตอย่างเดียว” ไปสู่ “การเติบโตอย่างยั่งยืน”
กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ซัสเทนเนเบิล อิควิตี้ โซลูชั่น ฟันด์ – หน่วยลงทุนชนิดเพื่อผู้ลงทุนทั่วไป (USUS) ความเสี่ยงระดับ 6 เสี่ยงสูง ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศชื่อ Allianz Global Investors Fund – Allianz Global Sustainability Share Class PT (USD) (กองทุนหลัก) เพียงกองทุนเดียวโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งกองทุนหลักบริหารจัดการโดย Allianz Global Investors GmbH และมีนโยบายลงทุนอย่างน้อยร้อยละ 70 ในตราสารทุนทั่วโลก ซึ่งเป็นตราสารทุนที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกตามหลักการคุณลักษณะด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม (E/S characteristics) ที่มีการพิจารณาปัจจัยการดำเนินนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม สิทธิมนุษยชน และธรรมาภิบาล ควบคู่ไปกับปัจจัยพื้นฐานอื่นๆ ของบริษัท
USUS จึงไม่ใช่แค่กองทุนที่สร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวเท่านั้น แต่ยังเป็น “เครื่องมือ” ที่ช่วยให้นักลงทุนคัดกรองเฉพาะบริษัทที่ก้าวสู่โลกยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนอย่างแท้จริง ผ่านการคัดสรรหุ้นยั่งยืนที่มีคุณภาพทั่วโลกจากเกณฑ์ ESG อย่างเข้มงวด เพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนเชิงบวกในระยะยาว
(ที่มา: UOBAM ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2026)