บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศคงอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว (National Long-term Rating) และอันดับเครดิตภายในประเทศของหุ้นกู้ไม่มีประกันและไม่ด้อยสิทธิ ของโครงการหุ้นกู้ระยะกลาง (Medium-Term Note Program) มูลค่ารวมหนึ่งแสนล้านบาทของบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ที่ ‘A-(tha)’   แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ ในขณะเดียวกัน ฟิทช์ได้ประกาศยกเลิกอันดับเครดิตของ SCGC

 

อันดับเครดิตของ SCGC อยู่ในระดับต่ำกว่าอันดับเครดิตของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC อยู่หนึ่งอันดับ ซึ่งสะท้อนถึงแรงจูงใจในการให้การสนับสนุนจากบริษัทแม่ทางด้านความสัมพันธ์เชิงกฎหมาย (Legal Incentive) ในระดับต่ำ ความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ (Strategic Incentive) ในระดับสูง และความสัมพันธ์เชิงการดำเนินงาน (Operational Incentive) ในระดับปานกลาง แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบของ SCGC สะท้อนถึงความเสี่ยงที่มีต่อความสามารถในการลดอัตราส่วนหนี้สินของ SCC ในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า

 

นอกจากนี้ฟิทช์ปรับลดสถานะเครดิตโดยลำพัง (Standalone Credit Profile) ของ SCGC เป็น ‘bbb-(tha)’ จากระดับ ‘bbb(tha)’ ซึ่งสะท้อนถึงอัตราส่วนหนี้สินที่สูงของบริษัทฯในช่วงปี 2568-2570 เนื่องจากการฟื้นตัวของกระแสเงินสดที่ช้า สถานะเครดิตโดยลำพังของบริษัทฯ ยังสะท้อนถึงสถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่งในฐานะหนึ่งในผู้นำในธุรกิจปิโตรเคมีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีฐานลูกค้าอยู่ในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม

 

ฟิทช์ได้ประกาศยกเลิกอันดับเครดิตของ SCGC ตามแผนพัฒนาธุรกิจของฟิทช์

 

ปัจจัยที่มีผลต่ออันดับเครดิต

 

อัตราส่วนหนี้สินที่สูงกดดันสถานะเครดิตโดยลำพัง – ฟิทช์คาดว่าอัตราส่วน EBITDA net leverage ของ SCGC จะยังคงอยู่ในระดับสูงมากระหว่างปี 2568-2569 เนื่องจากส่วนต่างระหว่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ยังคงอ่อนแอ  ฟิทช์คาดว่าอัตราส่วนหนี้สินดังกล่าวจะลดลงไปที่ประมาณ 8.5 เท่า ในปี 2570 ตามส่วนต่างระหว่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ค่อยๆ ฟื้นตัว

 

แผนกลยุทธ์ทางเลือกในการลดหนี้สินของ SCGC รวมถึงการขายสินทรัพย์ อาจเพิ่มความยืดหยุ่นในการลดหนี้สินได้เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเมื่อไม่นานมานี้ SCC ได้ประกาศความตั้งใจที่จะลดสัดส่วนการถือหุ้นของ SCGC ในบริษัท PT Chandra Asri Pacific Tbk ซึ่งอาจเพิ่มความยืดหยุ่นในการลดหนี้สินได้เร็วกว่าที่ฟิทช์คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตามการขายสินทรัพย์ดังกล่าวนี้ยังไม่ได้ถูกนำมารวมในประมาณการณ์ของฟิทช์เนื่องจากความไม่แน่นอนและความเสี่ยงในการดำเนินการ

 

โครงการปิโตรเคมีหยุดการผลิตชั่วคราว: ฟิทช์คาดว่าโครงการ Long Son Petrochemicals (LSP) จะยังคงหยุดดำเนินการในปี 2568 เกือบทั้งปี  เนื่องจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจะยังคงอ่อนแอ ฟิทช์คาดว่า LSP จะเริ่มกลับมาดำเนินการในปี 2569 เมื่อส่วนต่างราคาดังกล่าวฟื้นตัวอยู่ในระดับที่เหมาะสม ในช่วงเวลานี้ SCGC จะให้ความสำคัญกับโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนและความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบในการผลิตได้ในระยะยาว SCGC ได้ประกาศแผนการลงทุนดังกล่าวนี้ ซึ่งรวมถึงการสร้างระบบการจัดการและถังเก็บรักษาวัตถุดิบก๊าซอีเทน ด้วยงบลงทุนรวมประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาทในระหว่างปี 2568-2570

 

แรงจูงใจในการสนับสนุนเชิงกลยุทธ์ในระดับสูง – แรงจูงใจในการให้การสนับสนุนในระดับสูงสะท้อนถึงสัดส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อม และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ของ SCGC ต่อ EBITDA รวมของ SCC ที่อยู่ในระดับที่สูงในช่วงกลางของวัฎจักรปิโตรเคมี ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดในกลุ่มธุรกิจหลักของ SCC โดยกลุ่มธุรกิจอื่นของ SCC ได้แก่ ธุรกิจเอสซีจีซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชันส์  และธุรกิจแพคเกจจิ้ง

 

นอกจากนี้ SCGC ยังเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในการลงทุนสินทรัพย์ถาวรรวมของกลุ่ม และสัดส่วนดังกล่าวได้เพิ่มขึ้นอย่างมากจากการลงทุนในโครงการ LSP แรงจูงใจในการให้การสนับสนุนระดับสูงยังสะท้อนถึงการให้การสนับสนุนจาก SCC ผ่านการให้เงินให้กู้ยืมระหว่างกันแก่ SCGC ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 40 ของหนี้สินทั้งหมดของ SCGC

 

แรงจูงใจในการสนับสนุนเชิงการดำเนินงานในระดับปานกลาง – ฟิทช์พิจารณาว่าแรงจูงใจในการให้การสนับสนุนจากโครงสร้างการบริหารและการใช้แบรนด์สินค้าร่วมกัน (Management and Brand Overlap) จาก SCC ต่อ SCGC อยู่ในระดับสูง โดย SCC มีบทบาทในการกำหนดและประสานการบริหารในบริษัทย่อยหลักๆ รวมถึง SCGC ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับกลุ่ม และมีการใช้แบรนด์ของกลุ่มร่วมกันในนาม “SCG”  ในทุกกลุ่มธุรกิจหลัก อย่างไรก็ตาม ฟิทช์พิจารณาว่าความสัมพันธ์ด้านการดำเนินงานร่วมกัน (Operational Synergies) ระหว่าง SCC และ SCGC อยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากธุรกิจหลักในกลุ่มของ SCC เป็นธุรกิจที่แตกต่างกัน ส่งผลให้ประโยชน์ในด้านการลดต้นทุนการดำเนินงานที่บริษัทแม่ได้รับจาก SCGC มีไม่มากนัก ซึ่งเป็นปัจจัยลดทอนความสัมพันธ์ด้านการดำเนินงานโดยรวมให้อยู่ที่ระดับปานกลางตามเกณฑ์การพิจารณาของฟิชท์

 

แรงจูงใจในการสนับสนุนในเชิงกฎหมายในระดับต่ำ – ฟิทช์ประเมินแรงจูงใจของ SCC ในการให้การสนับสนุนทางด้านความสัมพันธ์เชิงกฎหมายแก่ SCGC  เป็นระดับต่ำ เนื่องจากไม่มีการค้ำประกัน หรือเงื่อนไขการผิดนัดไขว้ (Cross Default) ของหนี้ของทั้งสองบริษัท ตามหลักเกณฑ์การจัดอันดับเครดิตของฟิทช์ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทแม่กับบริษัทลูก

 

สถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่ง – สถานะเครดิตโดยลำพังของ SCGC ได้รับการสนับสนุนจากสถานะความเป็นผู้นำตลาดทั้งในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย SCGC มีกำลังการผลิตใหญ่เป็นอันดับสองในกลุ่มสินค้าพอลิโอเลฟินส์และใหญ่ที่สุดในกลุ่มสินค้าพีวีซี (คำนวณตามสัดส่วนการถือหุ้น) ในประเทศไทยและกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ฟิทช์คาดว่าสถานะทางการตลาดของ SCGC จะแข็งแกร่งขึ้นในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า จากโครงการ LSP ซึ่งเป็นโครงการปิโตรเคมีครบวงจรแห่งแรกและมีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศเวียดนาม ซึ่งจะเพิ่มกำลังการผลิตพอลิโอเลฟินส์ให้กับบริษัทฯ ซึ่งจะส่งผลให้ SCGC มีสถานะเป็นผู้ผลิตพอลิโอเลฟินส์รายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การกำหนดอันดับเครดิตโดยสรุป

สถานะเครดิตโดยลำพังของ SCGC ต่ำกว่าสถานะเครดิตโดยลำพังของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP, อันดับเครดิต ‘A+(tha)’ แนวโน้มเครดิตเป็นลบ, สถานะเครดิตโดยลำพัง ‘a-(tha)’) ซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีกระบวนการกลั่นน้ำมันที่มีความคอมเพล็กซ์มากที่สุดในประเทศไทย อยู่สามอันดับ ซึ่งสะท้อนถึงอัตราส่วนหนี้สินที่สูงกว่ามากของ SCGC และสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งกว่าของTOP โดยทั้งสองบริษัทมีสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งในอุตสาหกรรมที่แต่ละบริษัทดำเนินงาน และเผชิญกับอุตสาหกรรมที่มีความผันผวนของการกลั่นและเคมีภัณฑ์ แต่ TOP มีการกระจายผลิตภัณฑ์และธุรกิจที่หลากหลายมากขึ้นในด้านการกลั่นและพลังงานหมุนเวียน อย่างไรก็ตาม TOP มีความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับความล่าช้าในการพัฒนาโครงการขยายโรงกลั่น ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความล่าช้าในกระแสเงินสดจากโครงการและค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนที่เพิ่มขึ้นที่จำเป็นในการดำเนินการเพื่อให้เสร็จสมบูรณ์ ความเสี่ยงดังกล่าวนี้ได้ถูกสะท้อนใน แนวโน้มเครดิตเป็นลบของบริษัทฯ

 

สถานะเครดิตโดยลำพังของ SCGC เท่ากันกับสถานะเครดิตโดยลำพังของบริษัท เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอส์ จำกัด (HMC,  อันดับเครดิต ‘BBB(tha)’ แนวโน้มเครดิตเป็นลบ; สถานะทางเครดิตโดยลำพัง ‘bbb-(tha)’) ซึ่งเป็นผู้ผลิตพอลิโพรพิลีนรายใหญ่ที่สุดในประเทศ SCGC มีขนาดของธุรกิจที่ใหญ่กว่า มีการผลิตผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายกว่า และดำเนินธุรกิจในภูมิภาคที่หลากหลายกว่า HMC อย่างไรก็ตามอัตราส่วนหนี้สินที่ต่ำกว่าของ HMC ช่วยชดเชยสถานะทางธุรกิจที่อ่อนแอกว่า และส่งผลให้สถานะเครดิตโดยลำพังของ HMC เท่ากันกับ SCGC ทั้งนี้ HMC มีความเสี่ยงจากการเพิ่มขึ้นของอัตราส่วนหนี้สินในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าซึ่งสะท้อนในแนวโน้มเครดิตเป็นลบ

 

สมมติฐานที่สำคัญ

สมมติฐานที่สำคัญของฟิทช์ที่ใช้ในการประมาณการ

–               กำไรของธุรกิจปิโตรเคมียังคงอยู่ในระดับต่ำจนถึงปี 2569 เป็นอย่างน้อย เนื่องจากกำลังการผลิตใหม่และการเติบโตของอุปสงค์ที่ช้า จะยังคงกดดันส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีกับวัตถุดิบ

–               รายได้ลดลงประมาณร้อยละ 5 ในปี 2568 และจะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 16-21 ต่อปีในปี 2569-2570 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจากการกลับมาเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการ LSP

–               อัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้ (EBITDA Margin) จะเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากร้อยละ 1 ในปี 2568 สู่ระดับระดับร้อยละ 5-8 ในปี 2569-2570

–               ค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุน ประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาท ในช่วงปี 2568-2570 ซึ่งรวมการลงทุนในโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP

 

ปัจจัยที่อาจมีผลกับอันดับเครดิตในอนาคต

ไม่มี เนื่องจากฟิทช์ประกาศยกเลิกอันดับเครดิต

 

 

 

สภาพคล่อง

SCGC มีหนี้สินที่จะครบกำหนดชำระในอีก 12  เดือนข้างหน้าจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2569 จำนวน 8 หมื่นล้านบาท โดยร้อยละ 41 เป็นเงินกู้ยืมจาก SCC ฟิทช์คาดว่าเงินกู้ยืมระยะสั้นของ SCGC จำนวน 3.3 หมื่นล้านบาท จะสามารถเบิกเงินกู้ใหม่หมุนเวียนทดแทนเงินกู้เดิมได้ในการดำเนินธุรกิจตามปกติ อย่างไรก็ตามเงินสดและเงินลงทุนที่มีสภาพคล่องเทียบเท่าเงินสด (ตามการปรับปรุงตัวเลขของฟิทช์) จำนวนประมาณ 6 พันล้านบาท ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2568 ไม่เพียงพอสำหรับการชำระคืนเงินกู้ระยะยาวและหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดชำระในอีก 12 เดือนข้างหน้า จำนวน 1.3 หมื่นล้านบาท

 

ฟิทช์คาดว่า SCC จะยังคงให้เงินกู้ยืมระหว่างกันเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยให้ SCGC มีสภาพคล่องที่เพียงพอ นอกจากนี้สภาพคล่องของบริษัทฯ ยังได้รับการสนับสนุนจาก วงเงินหมุนเวียนจากสถาบันการเงินที่สามารถเบิกถอนได้และยังไม่ได้เบิกใช้ เนื่องจากบริษัทฯมีความสามารถที่แข็งแกร่งในการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ผ่านตลาดทุนและสถาบันการเงิน ในฐานะหนึ่งในกลุ่มบริษัทอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ

 

เกี่ยวกับบริษัท

SCGC เป็นบริษัทย่อยที่ถือหุ้นทั้งหมดโดย SCC และเป็นบริษัทหลักของกลุ่ม SCC ในการดำเนินธุรกิจเคมิคอลส์ ซึ่งกลุ่ม SCC เป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย     SCGC เป็นผู้ผลิตปิโตรเคมีขั้นปลายที่ใหญ่ป็นอันดับสองในประเทศไทยและอาเซียน สำหรับกลุ่มสินค้าหลักของบริษัทฯ ได้แก่ พอลิโอเลฟินส์และพีวีซี

 

อันดับเครดิตที่เกี่ยวโยงกับอันดับเครดิตอื่น

อันดับเครดิตของ SCGC เกี่ยวโยงกับอันดับเครดิตของ SCC

Related Articles

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *