ฟิทช์ เรทติ้งส์ ประกาศจัดอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว (National Long Term Rating) หุ้นกู้ไม่มีหลักประกันและไม่ด้อยสิทธิชุดใหม่ของบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือ ThaiBev (ซึ่งมีอันดับเครดิตสากลระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศที่ ‘BBB-’ และอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวที่ ‘AA(tha)’ แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ) มูลค่ารวมไม่เกิน 8 พันล้านบาท ที่ระดับ ‘AA(tha)’ โดยหุ้นกู้ดังกล่าวมีอายุไม่เกิน 10 ปี
หุ้นกู้ดังกล่าวได้รับการจัดอันดับเครดิตในระดับเดียวกันกับอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของ ThaiBev เนื่องจากหุ้นกู้ดังกล่าวมีสถานะเท่าเทียมกับหนี้ไม่มีหลักประกัน และไม่ด้อยสิทธิของ ThaiBev
ปัจจัยที่มีผลต่ออันดับเครดิต
อัตราส่วนหนี้สินที่ยังคงลดลง – ฟิทช์คาดว่า อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย หรือ EBITDA net leverage ของ ThaiBev จะลดลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 3.5 เท่า ณ สิ้นปีงบการเงิน 2567 (ปีงบการเงินสิ้นสุดเดือนกันยายน) จาก 4.2 เท่า ในปีงบการเงิน 2566 โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) อัตราส่วน EBITDA net leverage ของบริษัทฯ ในปีงบการเงิน 2566 อยู่สูงกว่าที่ฟิทช์คาดไว้ เนื่องจาก EBITDA ที่อยู่ในระดับต่ำกว่าที่คาด รวมถึงค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนในการเข้าซื้อกิจการ 2 บริษัท และการซื้อหุ้นที่เหลือของ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ฟิทช์เชื่อ ThaiBev จะยังคงให้ความสำคัญในเรื่องการลดหนี้สินของบริษัทฯ โดยหนี้สินได้ลดลงเหลือประมาณ 2.02 แสนล้านบาท ณ สิ้นปีงบการเงิน 2566 จากประมาณ 2.08 แสนล้านบาท ณ สิ้นปีงบการเงิน 2565
กระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ค่อนข้างมีเสถียรภาพ – ฟิทช์คาดว่า EBITDA ของ ThaiBev จะฟื้นตัวไปอยู่ที่ประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาทในปีงบการเงิน 2567 จาก 4.3 หมื่นล้านบาทในปีงบการเงิน 2566 (ปีงบการเงิน 2565 อยู่ที่ 4.5 หมื่นล้านบาท) จากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจสุรา ฟิทช์คาดว่ารายได้และกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายของธุรกิจสุรา ซึ่งรวมธุรกิจในเมียนมา จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 2-3 และ 4-5 ตามลำดับ (ปีงบการเงิน 2566 เพิ่มขี้นร้อยละ 3 และ 6 ตามลำดับ) จากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นและอัตราส่วนกำไรต่อรายได้ (Margin) ที่ดีขึ้นเนื่องจากต้นทุนการผลิตที่ลดลง ธุรกิจในเมียนมามีผลประกอบการที่ดีในปีงบการเงิน 2566 โดยมีรายได้สุทธิหลังหักภาษีสรรพสามิตเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 28 แต่กำไรปรับตัวลดลงจากค่าเงินที่อ่อนตัวลง
ธุรกิจเบียร์ที่ท้าทาย – ฟิทช์คาดว่าธุรกิจเบียร์ของ ThaiBev จะยังคงเผชิญกับการแข่งขันที่สูงทั้งในประเทศไทยและประเทศเวียดนาม ในปีงบการเงิน 2567 แม้ว่าต้นทุนการผลิตที่คาดว่าจะลดลง อาจจะช่วยเพิ่มอัตราส่วนกำไรได้บ้าง ผู้ผลิตเบียร์รายใหม่ในประเทศไทย ซึ่งได้เปิดตัวสินค้าในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา น่าจะทำให้การแข่งขันในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ThaiBev
และผู้ผลิตรายใหญ่ในปัจจุบันอีกราย น่าจะยังคงสามารถรักษาสถานะทางการตลาดของตนเอาไว้ได้ จากการมีเครือข่ายการกระจายสินค้าที่ครอบคลุมและเข้มแข็ง มีกำลังการผลิตที่มากกว่า และมีการกระจายตัวของสินค้าที่หลากหลายกว่าในแต่ละระดับราคา
ฟิทช์คาดว่าการเติบโตของความต้องการในการบริโภคเบียร์ในประเทศเวียดนาม ในปีงบการเงิน 2567 จะยังคงถูกกดดันจากผลกระทบจากปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ในประเทศ ที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค EBITDA ของธุรกิจในประเทศเวียดนาม ลดลงประมาณร้อยละ 30 ในปีงบการเงิน 2566 เนื่องจากความต้องการในการบริโภคที่ลดลง ราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายในการโฆษณาและส่งเสริมการขายที่เพิ่มขึ้น ฟิทช์คาดว่าตลาดจะยังคงมีการแข่งขันที่สูงอยู่ ซึ่งทำให้ ThaiBev น่าที่จะต้องมีค่าใช้จ่ายในการโฆษณาและส่งเสริมการขายที่สูง เพื่อที่จะรักษาส่วนแบ่งทางการตลาด
อัตราส่วนกำไรฟื้นตัว – ฟิทช์คาดว่า อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย ต่อรายได้สุทธิหลังหักภาษีสรรพสามิต (EBITDA margin) ของ ThaiBev จะปรับตัวดีขึ้นในปีงบการเงิน 2567 เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่ลดลงจากสภาวะเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มลดลง การปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของ ThaiBev ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการต้นทุน ซึ่งน่าจะส่งผลให้ EBITDA margin เพิ่มขึ้นไปอยู่ในระดับร้อยละ 25-26 ได้ในปีงบการเงิน 2567-2568 จากร้อยละ 24.5 ในปีงบการเงิน 2566 ฟิทช์คาดว่า EBITDA margin จะปรับเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการโฆษณาและส่งเสริมการขายน่าจะเพิ่มสูงขึ้นตามกิจกรรมทางธุรกิจที่ฟื้นตัวกลับมา
กระแสเงินสดสุทธิที่ปรับตัวดีขึ้น – ฟิทช์คาดว่ากระแสเงินสดสุทธิ (Free cash flow) ของ ThaiBev จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณปีละ 1.4 ถึง 1.5 หมื่นล้านบาท ในปีงบการเงิน 2567-2568 จาก 4 พันล้านบาทในปีงบการเงิน 2566 ฟิทช์คาดว่าค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนต่อปีของ ThaiBev น่าจะเพิ่มขึ้น แต่ยังคงไม่มากเมื่อเทียบกับกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน โดยจะเป็นการลงทุนเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับสถานะทางการตลาดและสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจตามปกติ ในปีงบการเงิน 2566 ThaiBev มีการเข้าซื้อกิจการในธุรกิจสุรา 2 กิจการประกอบด้วย Cardrona Distillery ในประเทศนิวซีแลนด์ และ Larsen Cognac ในประเทศฝรั่งเศส โดยใช้กระแสเงินสดจากการดำเนินงานในการเข้าซื้อ อย่างไรก็ตาม ThaiBev มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่มากพอ จึงทำให้หนี้สินสุทธิของบริษัทฯ ลดลงประมาณ 1.8 พันล้านบาทในปีงบการเงิน 2566
ผู้ผลิตเครื่องดื่มชั้นนำในภูมิภาค – สถานะทางธุรกิจของ ThaiBev ได้รับการสนับสนุนจากการเป็นผู้นำในตลาดเครื่องดื่มในภูมิภาค รวมถึงสถานะผู้นำในตลาดสุราในประเทศไทย ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดกว่าร้อยละ 90 ของปริมาณการจำหน่ายสุรา บริษัทฯ ยังมีส่วนแบ่งทางการตลาดที่แข็งแกร่งในระดับร้อยละ 35-40 ของปริมาณการจำหน่ายเบียร์ในประเทศไทยและเวียดนาม การขยายธุรกิจเข้าไปในประเทศเวียดนามและเมียนมา ช่วยให้ ThaiBev มีขนาดธุรกิจที่ใหญ่ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และช่วยให้มีการกระจายความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์ที่ดีขึ้น โดยสัดส่วน EBITDA จากประเทศไทยลดลงเหลือต่ำกว่าร้อยละ 80 ของ EBITDA รวม จากเดิมที่สูงกว่าร้อยละ 90 ในปีงบการเงิน 2560
ส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อยใน Sabeco – ในการพิจารณาอันดับเครดิตของ ThaiBev ฟิทช์มองว่า ThaiBev และ Saigon Beer-Alcohol-Beverage Corporation (Sabeco) บริษัทย่อยในประเทศเวียดนาม มีความเกี่ยวโยงในด้านการดำเนินงานและกลยุทธ์ทางธุรกิจอยู่ในระดับสูง แม้ว่าบริษัทฯ จะถือหุ้นใน Sabeco ในสัดส่วนเพียงร้อยละ 53.6 ฟิทช์จึงพิจารณากระแสเงินสดจากการดำเนินงานก่อนการเปลี่ยนแปลงของเงินทุนหมุนเวียน (FFO) รวมของทั้งสองบริษัท แต่หักเงินปันผลที่จ่ายให้กับผู้ถือหุ้นส่วนน้อยออกในการคำนวณ นอกจากนี้ ฟิทช์ยังถือว่าเงินสดในมือของ Sabeco ในสัดส่วนตามการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นส่วนน้อย (จำนวนประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นปีงบการเงิน 2566) เป็นเงินสดที่มีภาระผูกพันซึ่งไม่สามารถนำมาเป็นรายการหักในการคำนวณหนี้สินสุทธิได้
ปัจจัยด้าน ESG – โครงสร้างกลุ่ม – ThaiBev มีโครงสร้างกลุ่มบริษัทฯ ที่ค่อนข้างซับซ้อน ปัจจัยดังกล่าวได้ส่งผลกระทบในแง่ลบต่อสถานะทางเครดิต และมีผลต่ออันดับเครดิตเมื่อพิจารณาประกอบกับปัจจัยที่เกี่ยวข้องอื่นๆ
การกำหนดอันดับเครดิตโดยสรุป
อันดับเครดิตของ ThaiBev สะท้อนถึงสถานะความเป็นผู้นำทางการตลาดในภูมิภาคซึ่งถูกชดเชยด้วยการที่บริษัทฯ มีอัตราส่วนหนี้สินที่สูงกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อื่นๆ ทั่วโลกที่มีอันดับเครดิตสูงกว่า นอกจากนี้ บริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีอันดับเครดิตสูงกว่าเหล่านี้ประกอบธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเพียงธุรกิจเดียว ซึ่งทำให้มีกระแสเงินสดที่ค่อนข้างสม่ำเสมอแม้ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ ในขณะที่ ThaiBev มีโครงสร้างกลุ่มธุรกิจที่ค่อนข้างซับซ้อน รวมถึงมีการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มีความผันผวนมากกว่า
ThaiBev และ Bacardi Limited (BBB-/Stable) มีสถานะทางเครดิตที่ใกล้เคียงกัน สถานะทางธุรกิจของ ThaiBev ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากสถานะทางการตลาดในธุรกิจสุราในประเทศไทยที่แข็งแกร่งอย่างมาก และสถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่งในธุรกิจเบียร์ในประเทศไทย รวมทั้งสถานะผู้นำในธุรกิจเบียร์ในประเทศเวียดนามและธุรกิจสุราในประเทศเมียนมา ซึ่งได้สะท้อนผ่านอัตราส่วนกำไรของ ThaiBev ที่สูงกว่า Bacardi ในขณะที่ Bacardi มีความสามารถในการแข่งขันที่แข็งแกร่งในธุรกิจสุรา รวมถึงมีการกระจายความเสี่ยงในเชิงภูมิศาสตร์ที่ดีกว่า ThaiBev โดยทั้ง ThaiBev และ Bacardi อยู่ในช่วงลดอัตราส่วนหนี้สินลง หลังจากที่มีการลงทุนขนาดใหญ่ในการเข้าซื้อกิจการในช่วงปี 2560-2561
สถานะทางธุรกิจของ ThaiBev แข็งแกร่งกว่าผู้ผลิตเบียร์ในประเทศตุรกี ได้แก่ Anadolu Efes Biracilik ve Malt Sanayii A.S. (Efes, BB+/RWN) โดย ThaiBev มีขนาดธุรกิจที่ใหญ่กว่า มีสถานะทางการตลาดในประเทศและความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่งกว่า แม้ว่า Efes จะมีอัตราส่วนหนี้สินอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า ThaiBev มาก แต่สถานะทางการเงินของ Efes อาจจะได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อมในทางเศรษฐกิจที่มีความท้าทายในตลาดหลักที่ใหญ่ที่สุด 2 ตลาดของ Efes ซึ่งได้แก่ประเทศตุรกี และรัสเซียรวมถึงยูเครน ดังนั้น Efes จึงได้รับการจัดอันดับเครดิตที่ต่ำกว่า ThaiBev อยู่หนึ่งอันดับ โดยเครดิตพินิจเป็นลบ ของ Efes สะท้อนถึงความไม่แน่นอนในการนำกำไรที่ได้จากการดำเนินงานในประเทศรัสเซียกลับมา รวมถึงแรงกดดันต่ออันดับเครดิตจากแผนการเข้าซื้อกิจการที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งจะทำให้ระดับหนี้สินของ Efes เพิ่มสูงขึ้น
เมื่อเปรียบเทียบกับบริษัทที่ฟิทช์จัดอันดับเครดิตภายในประเทศ สถานะทางเครดิตของ ThaiBev อยู่ในระดับต่ำกว่า บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (AIS, อันดับเครดิต ‘AAA(tha)’ แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ) เนื่องจาก ThaiBev มีอัตราส่วนหนี้สินที่สูงกว่า โดยทั้งสองบริษัทมีสถานะทางธุรกิจใกล้เคียงกัน ในฐานะผู้นำทางการตลาดในธุรกิจของตน
อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของ ThaiBev อยู่ต่ำกว่าอันดับเครดิตของบริษัท ปตท. จากัด (มหาชน) หรือ ปตท. ซึ่งมีอันดับเครดิตที่ ‘AAA(tha)’ แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ ซึ่งเป็นผู้ดาเนินธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแบบครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ThaiBev มีสถานะทางธุรกิจที่ใกล้เคียง ปตท. โดย ปตท. มีขนาดธุรกิจที่ใหญ่กว่า และมีการกระจายตัวของธุรกิจมากกว่า ซึ่งช่วยลดทอนความผันผวนที่เกิดจากธุรกิจย่อยแต่ละธุรกิจ ในขณะที่ธุรกิจของ ThaiBev มีความผันผวนน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม ปตท. มีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งกว่า โดยมีอัตราส่วน EBITDA Net Leverage อยู่ที่ระดับประมาณ 2.0 เท่า เมื่อเทียบกับ ThaiBev ที่ระดับประมาณ 3.5 เท่า
สมมุติฐานที่สำคัญ
สมมุติฐานที่สำคัญของฟิทช์ที่ใช้ในการประมาณการ
– รายได้สุทธิ (หลังหักภาษีสรรพสามิต) จากธุรกิจในประเทศไทยเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 2-3 ต่อปีในปีงบการเงิน 2567 (รายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.3 ในปีงบการเงิน 2566) เนื่องจากการเติบโตของปริมาณการขายจะถูกกระทบจากการขึ้นราคาในช่วงปีงบการเงิน 2566 ในธุรกิจสุรา และแนวโน้มการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในธุรกิจเบียร์ และรายได้สุทธิ (หลังหักภาษีสรรพสามิต) เพิ่มขึ้นอัตราร้อยละ 3-3.5 ต่อปีในปีงบการเงิน 2568-2569
– รายได้สุทธิ (หลังหักภาษีสรรพสามิต) ของ Grand Royal Group (GRG) บริษัทย่อยในประเทศเมียนมา เติบโตลดลงในอัตราร้อยละ 6-7 ต่อปี ในปีงบการเงิน 2567-2568 (รายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 28 ในปีงบการเงิน 2566) จากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น
– รายได้สุทธิ (หลังหักภาษีสรรพสามิต) ของ Sabeco ยังคงอ่อนแออยู่ในปีงบการเงิน 2567 จากความต้องการในการบริโภคในประเทศเวียดนามที่ยังคงอ่อนแออย่างต่อเนื่อง (รายได้ลดลงร้อยละ 7 ในปีงบการเงิน 2566) แล้วค่อยปรับตัวดีขึ้นในปีงบการเงิน 2568
– EBITDA margin (โดยเป็นสัดส่วนต่อรายได้สุทธิหลังหักภาษีสรรพสามิต) เพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ในระดับประมาณร้อยละ 25-26 ในปีงบการเงิน 2567-2568 เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง (ในปีงบการเงิน 2566 อยู่ที่ร้อยละ 25)
– ค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุน 5.5 พันล้านบาท – 6.0 พันล้านบาทต่อปี ในปีงบการเงิน 2567-2568
– อัตราการจ่ายเงินปันผลต่อกำไรสุทธิ (Dividend Payout) อยู่ที่ร้อยละ 50 ในปีงบการเงิน 2567-2568
ปัจจัยที่อาจมีผลกับอันดับเครดิตในอนาคต
ปัจจัยบวก:
– EBITDA net leverage อยู่ในระดับต่ำกว่า 3.0 เท่า อย่างต่อเนื่อง โดยที่บริษัทฯ ยังคงสามารถรักษาสถานะผู้นำที่แข็งแกร่งทั้งในสินค้าหลักและตลาดหลักของบริษัทฯ รวมถึงความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดสุทธิ
– โครงสร้างกลุ่มบริษัทที่มีความซับซ้อนน้อยลง และการที่ ThaiBev มีฐานะเป็นผู้ประกอบการและมีการลงทุนในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มแต่เพียงธุรกิจเดียว
ปัจจัยลบ:
– EBITDA net leverage ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่า 3.5 เท่า อย่างต่อเนื่อง
– มีหลักฐานหรือเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงตำแหน่งทางการตลาด หรือประสิทธิภาพในการดำเนินงาน หรืออำนาจในการต่อรองราคา ที่อ่อนแอลง ส่งผลให้มีอัตราการเติบโตของรายได้และอัตรากำไรที่อ่อนแออย่างต่อเนื่อง
– กระแสเงินสดสุทธิที่อ่อนแอลงจนอยู่ในระดับศูนย์หรือติดลบ
สภาพคล่อง
สภาพคล่องอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้: ThaiBev มีหนี้ที่ครบกำหนดชำระในอีก 12 เดือนข้างหน้านับจากสิ้นปีงบการเงิน 2566 จำนวน 6.2 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วยเงินกู้ยืมระยะสั้นสำหรับใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท เงินกู้ยืมธนาคาร 2.3 หมื่นล้านบาท และหุ้นกู้ที่ครบกำหนดไถ่ถอนประมาณ 2.6 หมื่นล้านบาท โดยสภาพคล่องของบริษัทฯ ยังได้รับการสนับสนุนจากเงินสดในมือจำนวน 3.0 หมื่นล้านบาท (ซึ่งไม่รวมเงินสดที่มีภาระผูกพันตามคำจำกัดความของฟิทช์) และวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนจากสถาบันการเงินประเภทไม่สามารถยกเลิกได้ (committed revolving facilities ) ที่ยังไม่ได้เบิกถอนประมาณ 5.1 พันล้านบาท
ThaiBev ได้มีการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ซึ่งมีจำนวนเงินประมาณ 8 พันล้านบาท ในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 สถานะทางเครดิตและการสร้างกระแสเงินสดสุทธิที่แข็งแกร่งของ ThaiBev เป็นปัจจัยที่ทำให้บริษัทฯ สามารถเข้าถึงตลาดทุนและเงินกู้ยืม ซึ่งสนับสนุนสภาพคล่องของบริษัทฯ
ข้อมูลบริษัท
ThaiBev เป็นบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย บริษัทฯ มีการกระจายความเสี่ยงในธุรกิจหลัก 4 ธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจสุรา ธุรกิจเบียร์ ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และธุรกิจอาหาร ThaiBev มีการลงทุนในสัดส่วนผู้ถือหุ้นใหญ่ที่มีอำนาจควบคุมใน GRG บริษัทผู้ผลิตสุราชั้นนำในประเทศเมียนมาและ Sabecco บริษัทผู้ผลิตเบียร์ชั้นนำในประเทศเวียดนาม ในปี 2560 นอกจากนี้ ThaiBev ยังมีบริษัทร่วมซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ได้แก่ Fraser and Neave Limited ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และ Frasers Property Limited ซึ่งดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
สรุปรายการปรับปรุงงบการเงินที่สำคัญ
เงินสดในมือและรายการเทียบเท่าเงินสดของ Sabeco ถูกปรับปรุงโดยรวมเฉพาะมูลค่าตามสัดส่วนการควบคุมกิจการ
วันที่ของ Rating Committee ที่เกี่ยวข้อง: 25 มกราคม 2566
ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล (ESG)
ThaiBev มีคะแนนที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล (ESG Relevance Score) ในด้านโครงสร้างกลุ่มบริษัท (Group Structure) อยู่ที่ระดับ 4 เนื่องจากบริษัทฯ มีโครงสร้างกลุ่มบริษัทฯ ที่ค่อนข้างซับซ้อน ปัจจัยดังกล่าวได้ส่งผลกระทบในแง่ลบต่อสถานะทางเครดิต และมีผลต่ออันดับเครดิตเมื่อพิจารณาประกอบกับปัจจัยที่เกี่ยวข้องอื่นๆ
เว้นแต่ที่ได้เปิดเผยเพิ่มเติมในส่วนนี้ ระดับคะแนนสูงสุดของ ESG Relevance Score อยู่ที่ระดับ 3 ซึ่งหมายถึงประเด็นเกี่ยวกับ ESG ไม่มีผลต่อสถานะทางเครดิตหรือมีผลกระทบที่เล็กน้อยมากต่อบริษัทที่ได้รับการจัดอันดับ อันเนื่องมาจากลักษณะทางธุรกิจหรือวิธีการจัดการของบริษัท ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการพิจารณาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล ของฟิทช์ หาได้ที่ www.fitchratings.com/esg