บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM และ บริษัท ดิจิทัลเอดจ์ (สิงคโปร์) โฮลดิ้งส์ จำกัด (Digital Edge) ประกาศความสำเร็จในการลงนามสัญญาเงินกู้สีเขียว (Green Loan) มูลค่า 880 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งนับเป็นการจัดหาเงินกู้สำหรับโครงการศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยที่มีมูลค่าสูงที่สุด เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาและก่อสร้างโครงการศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ BKK Campus ขนาด 100 เมกะวัตต์ ภายใต้บริษัทร่วมทุน ในจังหวัดชลบุรีสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวสู่ศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภูมิภาค
.
ธุรกรรมครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญภายใต้แผนการร่วมลงทุนมูลค่ากว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ระหว่าง บี.กริม เพาเวอร์ และดิจิทัล เอดจ์ และยังเป็นการสร้างสถิติสินเชื่อสีเขียวระดับประเทศครั้งที่ 3 ติดต่อกันของดิจิทัล เอดจ์ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกต่อเนื่องจากความสำเร็จในประเทศเกาหลีใต้และอินโดนีเซีย สะท้อนศักยภาพการเติบโตของการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง
.
โครงการ BKK Campus ตั้งอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศไทยโดยเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขนาดใหญ่ รองรับการใช้งานด้านปัญญาประดิษฐ์(AI) และระบบคลาวด์ในระดับองค์กรขนาดใหญ่สนับสนุนนโยบายดิจิทัลของประเทศที่มุ่งส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงทั้งด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
.
ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการผสานความเชี่ยวชาญของ บี.กริม เพาเวอร์ ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในประเทศไทยเข้ากับความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาและบริหารศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ของดิจิทัล เอดจ์ โดยมีแนวคิดด้านความยั่งยืนเป็นหัวใจสำคัญของโครงการมุ่งยกระดับมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในพื้นที่ EECให้สอดคล้องกับแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล ภายใต้กรอบการจัดหาเงินทุนสีเขียวของดิจิทัล เอดจ์ เงินกู้ดังกล่าวจะสนับสนุนเป้าหมายการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2573 ของบริษัทพร้อมสอดคล้องกับความมุ่งมั่นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ บี.กริม เพาเวอร์ โดยโครงการได้รับการออกแบบให้มีประสิทธิภาพด้านพลังงานในระดับสูง
.
ตั้งเป้าค่าประสิทธิภาพการใช้พลังงานของศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ (Power Usage Effectiveness: PUE) เฉลี่ยต่อปีที่ 1.25 ซึ่งเป็นมาตรฐานของศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ชั้นนำระดับโลก ควบคู่กับการมุ่งสู่การรับรองมาตรฐานอาคารเขียว LEED ระดับ Silver รวมถึงการนำระบบระบายความร้อนแบบวงจรปิดผสมผสานมาใช้ เพื่อลดการใช้น้ำ และการเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียนในอนาคตอันจะช่วยลดความเข้มข้นของการปล่อยคาร์บอนโดยรวม
.
การจัดหาเงินทุนในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการเงินชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ ในฐานะผู้จัดการเงินกู้ร่วม ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา HSBC Thailand ธนาคารกสิกรไทย Mizuho Bank Natixis CIB ธนาคารไทยพาณิชย์ Sumitomo Mitsui Banking Corporation และ Standard Chartered Bank โดยมีธนาคารกรุงศรีอยุธยา Mizuho Bank และ Standard Chartered Bank ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานสินเชื่อสีเขียว สะท้อนความเชื่อมั่นของสถาบันการเงินต่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ยั่งยืนของประเทศไทย
.
สำหรับแผนการพัฒนา โครงการ BKK Campus จะดำเนินการก่อสร้างเป็น 2 ระยะ โดยอาคารแห่งแรก (BKK1) มีกำหนดเปิดให้บริการในไตรมาส 4 ปี 2569 และอาคารแห่งที่สอง (BKK2) ในไตรมาส 2 ปี 2570 ซึ่งคาดว่าจะมีบทบาทสำคัญในการรองรับความต้องการใช้ข้อมูลและระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
.
นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บี.กริม เพาเวอร์ เชื่อมั่นว่าการพัฒนาเทคโนโลยีต้องดำเนินควบคู่ไปกับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมความร่วมมือกับดิจิทัล เอดจ์ ในครั้งนี้ จะช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศให้มีทั้งประสิทธิภาพและความยั่งยืน พร้อมเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล”
.
ด้านนายโจนาธาน วอลบริดจ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน บริษัท ดิจิทัล เอดจ์ (สิงคโปร์) โฮลดิ้งส์ จำกัด กล่าวว่า “สินเชื่อสีเขียวครั้งนี้ถือเป็นรายการที่มีมูลค่าสูงที่สุดของบริษัทและสะท้อนความมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่รองรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ควบคู่กับการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืน โดยตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา บริษัทได้จัดหาเงินทุนผ่านสินเชื่อสีเขียวในหลายประเทศรวมมูลค่ากว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่เงินทุนทั่วโลกให้ความสำคัญกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น”