บริษัท ฟินโนมีนา จำกัด (มหาชน) (“บริษัท”) แพลตฟอร์ม WealthTech ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เมื่อพิจารณาจากรายได้รวมตามงบการเงินเฉพาะกิจการของผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภท ง (บริษัทหลักทรัพย์) ประกาศวันนี้ว่าบริษัทได้ยื่นแบบคำขอเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (“แบบคำขอฯ”) และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวนต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (“สำนักงาน ก.ล.ต.”) เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (“ตลาดหลักทรัพย์ฯ”) ภายใต้ชื่อย่อหลักทรัพย์ “FINNO”
การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการกล่าว keynote ของนายเจษฎา สุขทิศ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท บนเวที Techsauce Global Summit 2569 ณ กรุงเทพมหานคร
หากได้รับอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง การเสนอขายครั้งนี้จะนับเป็นการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ครั้งแรกของบริษัทเทคโนโลยีสตาร์ทอัพที่ระดมทุนจากกองทุนร่วมลงทุน (Venture Capital) ในประเทศไทย และเป็นการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ครั้งแรกของแพลตฟอร์ม WealthTech ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยตลอดทศวรรษที่ผ่านมายังไม่มีบริษัท WealthTech ที่ระดมทุนจากกองทุนร่วมลงทุน (Venture Capital) รายใดในภูมิภาคเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของแต่ละประเทศได้ แม้ว่าอุตสาหกรรมจะเติบโตจนมีสินทรัพย์บนแพลตฟอร์มบริหารความมั่งคั่งดิจิทัลราว 9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 อ้างอิงข้อมูลจาก ASEAN Exchanges
“ตลอดสิบปีที่ผ่านมา ผู้ก่อตั้งธุรกิจในภูมิภาคนี้ต่างถามคำถามเดียวกันว่าสตาร์ทอัพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะสามารถระดมทุนจากการเสนอขายหุ้นให้ประชาชน (Initial Public Offering: IPO) และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้จริงหรือไม่ เราเองก็ถามคำถามนี้กับตัวเองมาตลอด และคำตอบเดียวที่เราหาเจอ คือการลงมือทำ หากแบบคำขอฯ ของเราได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง เราหวังว่านี่จะเป็นสัญญาณที่ดีต่อวงการสตาร์ทอัพของประเทศไทย” นายเจษฎา สุขทิศ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าว
สิบปีแห่งการสร้าง
ฟินโนมีนาก่อตั้งขึ้นในปี 2559 ดำเนินธุรกิจแพลตฟอร์ม WealthTech แบบครบวงจร ผสานความรู้ด้านการลงทุน บริการที่ปรึกษาการลงทุนมืออาชีพ และแพลตฟอร์มการลงทุนเข้าด้วยกัน โดยบริษัทย่อยถือใบอนุญาตครอบคลุมทั้งใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์แบบ ง (ประเภทการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ที่เป็นหน่วยลงทุน การค้าหลักทรัพย์ที่เป็นหน่วยลงทุน และการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ที่เป็นหน่วยลงทุน) และใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทการเป็นที่ปรึกษาการลงทุน
“เราเริ่มต้นจากการให้ความรู้เรื่องการลงทุนทุกอย่างที่เรามี ฟรี ทุกวัน ผ่านมาสิบปี สิ่งนี้ยังเป็นเครื่องยนต์หลักของเรา ผู้คนเข้ามาเพราะต้องการค้นคว้าหาความรู้ และอยู่ต่อเพราะมีผู้แนะนำการลงทุนตัวจริงช่วยให้เขาตัดสินใจได้ ไม่มีงบโฆษณาใดที่สามารถสร้างความไว้วางใจแบบนี้ได้” นายชยนนท์ รักกาญจนันท์ ผู้ร่วมก่อตั้งฟินโนมีนา กล่าว
“ผู้แนะนำการลงทุนของเราคือเหตุผลที่โมเดลธุรกิจนี้ทำงานได้ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 เรามีผู้แนะนำการลงทุนอิสระ 3,342 ราย ครอบคลุมบุคลากรจากหลายอาชีพ ทั้งแพทย์ นักบิน เภสัชกร และนักวางแผนการเงินอาชีพ ที่จับคู่กับนักลงทุนซึ่งมีพื้นฐานใกล้เคียงกัน โดยเทคโนโลยีทำหน้าที่จับคู่ ส่วนคนทำหน้าที่ให้คำแนะนำ” นายกสิณ สุธรรมมนัส ผู้ร่วมก่อตั้งฟินโนมีนา กล่าว
“โครงสร้างทางการเงินที่อยู่เบื้องหลังไฟลิ่งฉบับนี้ คือสิ่งที่เราอยากให้นักลงทุนพิจารณาอย่างใกล้ชิด โดยรายได้เพิ่มขึ้นราวเท่าตัวในสองปี ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นขยายจากร้อยละ 29.5 เป็นร้อยละ 52.4 เราพลิกจากขาดทุนสุทธิในปี 2566 มาเป็นกำไรสุทธิ 105 ล้านบาทในปี 2568 ด้วยอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นร้อยละ 19.8 ไม่มีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย และมีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิ นี่คือธุรกิจแพลตฟอร์มที่พิสูจน์ operating leverage ของตัวเองแล้ว” นายวิชญ์ สุทธิพงษ์ฉวีกุล ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน กล่าว
ตลาดที่ยังอยู่เพียงจุดเริ่มต้น
อุตสาหกรรมกองทุนรวมไทยเติบโตขึ้นจนมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิราว 6.5 ล้านล้านบาท ในไตรมาส 1 ปี 2569 แต่ยังคิดเป็นเพียงร้อยละ 30 ของมูลค่า GDP เทียบกับราวร้อยละ 140 ในประเทศสหรัฐอเมริกา และมากกว่าร้อยละ 500 ในประเทศสิงคโปร์ ขณะที่สัดส่วนประชากรไทยอายุ 60 ปีขึ้นไปคาดว่าจะเพิ่มจากร้อยละ 18 ในปี 2020 เป็นร้อยละ 31 ภายในปี 2040 อ้างอิงจากการคาดการณ์ประชากรไทยของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ทำให้คำแนะนำการลงทุนระยะยาวมีความจำเป็นมากขึ้น
“ช่องว่างระหว่างสิ่งที่นักลงทุนไทยต้องการ กับสิ่งที่พวกเขาเข้าถึงได้ คือโอกาสที่ใหญ่ที่สุดในตลาดของเรา เทคโนโลยีช่วยให้คำแนะนำการลงทุนระดับมืออาชีพถูกส่งมอบได้ในวงกว้างเป็นครั้งแรก โดยอาจให้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์รับงานด้านปฏิบัติการ ส่วนผู้แนะนำการลงทุนยังคงดูแลด้านความสัมพันธ์ การใช้วิจารณญาณ และความรับผิดชอบต่อลูกค้า” นายเจษฎา กล่าวปิดท้าย
ข้อมูลตามที่เปิดเผยในแบบไฟลิ่ง:
- สินทรัพย์ภายใต้คำแนะนำในกองทุนรวม 68,557 ล้านบาท ณ ไตรมาส 1 ปี 2569 เติบโตขึ้นจาก 38,762.4 ล้านบาท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2566
- ส่วนแบ่งตลาดด้านรายได้จากธุรกิจนายหน้าและตัวแทนในการซื้อขายหน่วยลงทุนคิดเป็นร้อยละ 37.3 ในปี 2568 สูงเป็นอันดับ 1 จากผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์แบบ ง ทั้ง 17 ราย เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 31.6 ในปี 2566
- รายได้รวมปี 2568 จำนวน 592.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 289.2 ล้านบาทในปี 2566
- กำไรสุทธิปี 2568 จำนวน 105.0 ล้านบาท พลิกจากขาดทุนสุทธิ 55.5 ล้านบาทในปี 2566
- ไตรมาส 1 ปี 2569 รายได้รวม 237.0 ล้านบาท กำไรสุทธิ 66.7 ล้านบาท
- อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 29.5 ในปี 2566 เป็นร้อยละ 52.4 ในไตรมาส 1 ปี 2569
- อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นร้อยละ 19.8 (12 เดือนล่าสุด) อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน 0.2 เท่า และไม่มีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย
- ผู้แนะนำการลงทุนอิสระ 3,342 ราย ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569)
- ผู้ใช้งานที่พร้อมลงทุน 194,006 ราย และผู้ติดตามแพลตฟอร์มความรู้ราว 800,000 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569)
- เข้าถึงกองทุนรวม 2,235 กองทุน จาก 21 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569)
รายละเอียดการเสนอขาย
ตามข้อมูลในแบบไฟลิ่ง การเสนอขายประกอบด้วยหุ้นสามัญเพิ่มทุนไม่เกิน 30,000,838 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท คิดเป็นประมาณร้อยละ 15 ของทุนชำระแล้วภายหลังการเสนอขาย โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และมีแผนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ กลุ่มธุรกิจการเงิน หมวดเงินทุนและหลักทรัพย์ ราคาเสนอขาย ระยะเวลาจองซื้อ และวันซื้อขายวันแรก ยังไม่ได้กำหนด ทั้งนี้บริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิตามงบการเงินรวมภายหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและสำรองตามกฎหมาย โดยขึ้นอยู่กับสภาวะการดำเนินธุรกิจ เงินที่ได้จากการระดมทุนมีแผนใช้เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์ม การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์แบบครบวงจร พื้นที่ชุมชนสำหรับผู้แนะนำการลงทุน และเป็นเงินทุนหมุนเวียน