นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTAM) เปิดเผยว่า ปัจจุบันกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่มีรายได้เกิน 100 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ และอยู่ในตลาดหลักทรัพย์มีไม่ถึง 15% ของจำนวนบริษัททั้งหมด แสดงให้เห็นว่าอีกประมาณ 85% ที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ คือโอกาสการลงทุนใน Private Equity ที่กว้างมากกว่า และอาจสามารถสร้างโอกาสการเติบโตได้มากขึ้น นอกจากนั้น ขนาดของสินทรัพย์นอกตลาด ยังถือว่ามีขนาดเล็กกว่าสินทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หลายเท่าตัว ซึ่งมีโอกาสที่ขนาดของสินทรัพย์นอกตลาดจะโตได้มากขึ้นในอนาคต เราจึงได้เปิดเสนอขาย กองทุนเปิดเคแทม โกลบอลไพรเวทอิควิตี้ ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย (KT-GPEQ-UIโดยเสนอขายครั้งแรกระหว่างวันที่ 1 – 16 ต.ค. นี้ ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำ 500,000 บาท

นอกจากนี้ ยังมีโปรโมชันพิเศษสำหรับนักลงทุนที่ลงทุนช่วง IPO  โดยการลงทุนทุก 1 ล้านบาท จะได้รับหน่วยลงทุน KTSTPLUS-A มูลค่า 700 บาท (ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด) พร้อมทั้งค่าธรรมเนียมการขายพิเศษสำหรับยอดเงินลงทุน โดยแบ่งเป็น เงินลงทุนต่ำกว่า 5 ล้านบาท/รายการ เรียกเก็บ 1.50% เงินลงทุนตั้งแต่ 5 – 20 ล้านบาท/รายการ เรียกเก็บ 1% และเงินลงทุนตั้งแต่ 20 ล้านบาทขึ้นไป เรียกเก็บ 0.75%

Private Equity เป็นการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกชนิดหนึ่ง ที่กองทุนและนักลงทุนจะเข้าไปซื้อหุ้นในธุรกิจที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ โดยข้อดีของ Private Equity จะเป็นการลงทุนที่เข้าไปหาโอกาสการเติบโตของกลุ่มธุรกิจที่ยังไม่ได้เข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งถือเป็นโอกาสที่กว้างกว่าการลงทุนเพียงแค่หุ้นในตลาดหลักทรัพย์อย่างมาก และลงทุนผ่านพอร์ตโฟลิโอที่บริหารแบบเชิงรุกโดยที่เข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ สามารถส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงธุรกิจเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัทที่เข้าไปลงทุน และทำการขายออกในราคาที่สูงกว่าเดิมโดยจะเน้นการลงทุนในระยะยาวเป็นหลัก

สำหรับกองทุน KT-GPEQ-UI (ความเสี่ยงระดับ 8+) เป็นกองทุนรวมสำหรับผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษเท่านั้น และเป็นกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีความซับซ้อน มีนโยบายเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของ EQT Nexus Fund SICAV – ENXF SICAV – I, Class I EUR-Z (กองทุนหลัก) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV โดยกองทุนหลักจะ มุ่งสร้างผลตอบแทนที่ปรับด้วยความเสี่ยงจากการเติบโตของเงินลงทุนในระยะปานกลางถึงระยะยาว โดยเน้นลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาด ผ่านการลงทุนในกองทุนที่ถูกจัดตั้งมาแล้วหรือกำลังจะจัดตั้งในอนาคต โดยมุ่งเน้นในกองทุนที่เป็น flagship ที่ EQT เป็นผู้บริหาร ผู้ให้คำแนะนำ และผู้ดำเนินการ ซึ่งจะมีการกระจายตัวทั้งประเภทของกลยุทธ์และอายุโครงการของกองทุน

โดย EQT ซึ่งทำหน้าที่เป็น General Partner หรือผู้บริหาร EQT Nexus (กองทุนหลัก) มีผลงานที่แสดงถึงความสำเร็จในการพัฒนาบริษัททั่วทุกมุมโลก ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม โดย EQT ก่อตั้งในปี 1994 มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศสวีเดน และมีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการมูลค่ากว่า 242,000 พันล้านยูโร ซึ่งนับว่าติด อันดับแรกของบริษัท Private Equity ที่ใหญ่ที่สุดทั่วโลก และเป็นบริษัทด้าน Private Equity ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป (ที่มา Private Equity International (PEI) 300 list, by USD billion raised, https://www.privateequityinternational.com/pei-300/#pei-300-full-ranking)

กองทุนหลักของ KT-GPEQ-UI มีวิธีการสร้างพอร์ตโฟลิโอโดยผ่าน 4 คุณลักษณะ ประกอบด้วย 1) กลยุทธ์ โดยใช้ประโยชน์จากโอกาสทั่วทุกระดับความเสี่ยงของสินทรัพย์นอกตลาด 2) ภูมิศาสตร์ ด้วยการวางน้ำหนักหลักในกลุ่มตลาดพัฒนาแล้ว (DM) โดยเอนไปทางฝั่งอเมริกาเหนือ และอาจเข้าถึงฝั่งตลาดกำลังพัฒนา (EM) ตามจังหวะและโอกาส 3) อุตสาหกรรม มุ่งเน้นกระจายน้ำหนักในอุตสาหกรรมหลักๆ รวมถึงอุตสาหกรรมที่มีทิศทางการเติบโตเป็นการเฉพาะ และ 4) ปีที่กองทุนเริ่มลงทุน (Vintage Year) โดยจะกระจายการลงทุนทั่วทุกวัฏจักรของธุรกิจ ผ่านการลงทุนในหลากหลายอุตสาหกรรม ด้วยมุมมองระยะยาว (ที่มา: EQT Fund Management, as of December 2021)

กองทุน KT-GPEQUI มีจุดเด่นที่สามารถสร้างโอกาสการเติบโตให้แก่พอร์ตการลงทุน จากการที่เข้าถึงการลงทุนในหุ้นนอกตลาดได้ง่าย โดยผ่านกองทุนที่บริหารโดย EQT ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในหุ้นนอกตลาด และการเข้าร่วมลงทุน ควบคู่กับกองทุนอื่นๆ ที่บริหารโดย EQT พร้อมทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสที่มากขึ้น จากการลงทุนทั่วทุกภูมิภาคและอุตสาหกรรม รวมถึงกระจายตัวทั่วทุกประเภทของหุ้นนอกตลาด รวมถึงธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสสร้างมูลค่าระยะยาว จากการที่ EQT จะทำการเข้าซื้อกิจการและเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เพื่อเข้าไปสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่บริษัทเหล่านั้น โดยจะซื้อบริษัทที่ดี เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อโอกาสในการสร้างผลตอบแทนในระยะยาวต่อไป ดังนั้น กองทุน KT-GPEQ-UI จึงนับว่าเป็นอีกทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจ ซึ่งเหมาะสำหรับนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้สูง และต้องการเพิ่มศักยภาพของผลตอบแทนให้กับพอร์ตโฟลิโอ” นางชวินดา กล่าว

Related Articles

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *