นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บลจ. กรุงไทย (KTAM) เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ตลาดหุ้นไทยมีทิศทางการฟื้นตัวที่โดดเด่น มาจากแรงหนุนจากเม็ดเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ที่ถูกขับเคลื่อนโดยกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับอานิสงส์จากกระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล กลุ่มรับเหมาก่อสร้างที่ได้แรงหนุนจากการเร่งลงทุนภาคเอกชน และกลุ่มปิโตรเคมีที่ได้รับประโยชน์จากภาวะอุปทานตึงตัวจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์

โดยปัจจัยบวกเหล่านี้ ยังคงส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นไทย โดย KTAM ได้ประเมินเป้าหมายดัชนี SET Index ณ สิ้นปี 2569 อยู่ที่ระดับ 1,600 จุด และระดับที่ 1,650 จุดในปี 2570 ภายใต้แรงสนับสนุนจากการบริโภคในประเทศ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว การลงทุนจากต่างประเทศ และระดับมูลค่าหุ้นไทยที่ยังอยู่ในเกณฑ์น่าสนใจเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นหลายประเทศ ซึ่งภายใต้บรรยากาศการลงทุนที่ปรับตัวดีขึ้นนี้ ทาง KTAM จึงประกาศจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนของกองทุนหุ้นไทย และกองทุนชนิดไทยเพื่อความยั่งยืน (ThaiESG) เป็นจำนวนเงินรวมกว่า 118 ล้านบาท โดยทั้ง 4 กองทุน ประกอบด้วย

กองทุนเปิดกรุงไทยหุ้นทุนปันผล (KTSF) (ความเสี่ยงระดับ 6) เน้นลงทุนในหุ้นไทยโดยเฉลี่ยรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV ในหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีความมั่นคง และให้ผลตอบแทนที่ดี โดยกองทุนกำหนดจ่ายเงินปันผลในอัตรา 0.30 บาทต่อหน่วย สำหรับรอบระยะเวลา 1 ก.ค. 2568 – 30 มิ.ย. 2569 สิ้นสุดวันที่ 31 พ.ค. 2569 โดยจ่ายแล้วเมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2569 ที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าสถานการณ์ในตลาดหุ้นไทยช่วงที่ผ่านมา จะเผชิญกับปัจจัยลบต่างๆ ที่ส่งผลต่อตลาดหุ้นไทย แต่กองทุน KTSF ยังคงสามารถจ่ายปันผลได้อย่างต่อเนื่อง โดยย้อนหลัง 5 ปีที่ผ่านมา (ยกเว้นปี 2566) ตั้งแต่ปี 2563, ปี 2564, ปี 2565, ปี 2567 และปี 2568 ได้จ่ายปันผลต่อหน่วยเป็นจำนวน 0.30 บาท, 0.20 บาท, 0.25 บาท, 0.25 บาท และ 0.14 บาท ตามลำดับ

ขณะเดียวกัน ยังได้ประกาศจ่ายปันผลสำหรับกองทุนรวมชนิดไทยเพื่อความยั่งยืน (ThaiESG) สำหรับรอบระยะเวลา 1 ธ.ค. 2568 – 30 พ.ย. 2569 สิ้นสุดวันที่ 31 พ.ค. 2569 จำนวน 3 กองทุน พร้อมกันในวันที่ 20 ก.ค. 2569 ได้แก่

กองทุนเปิดกรุงไทย ESG A Grade 70/30 (ชนิดไทยเพื่อความยั่งยืน) (KTAG70/30-ThaiESG) (ความเสี่ยงระดับ 5) เน้นลงทุนในหุ้นที่มี SET ESG Ratings ระดับ ขึ้นไป โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 70% และตราสารหนี้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหรือตราสารหนี้กลุ่มความยั่งยืนเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่เกิน 30% ของ NAV โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลครั้งที่ 1 ในอัตรา 0.25 บาทต่อหน่วย

กองทุนเปิดกรุงไทย ESG50 (ชนิดไทยเพื่อความยั่งยืน) (KTESG50-ThaiESG) (ความเสี่ยงระดับ 6) เน้นลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ประมาณ 50 ตัวแรกที่อยู่ในดัชนี SET ESG Index และอยู่ใน Universe ของ KTAM ซึ่งผ่านการวิเคราะห์ด้าน ESG ของ KTAM ควบคู่กัน เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลครั้งที่ 1 ในอัตรา 0.30 บาทต่อหน่วย

กองทุนเปิดกรุงไทย ESG A Grade (ชนิดไทยเพื่อความยั่งยืน) (KTAG-ThaiESG) (ความเสี่ยงระดับ 6) เน้นลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ กลาง เล็ก ที่มี SET ESG Ratings ระดับ ขึ้นไป โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลครั้งที่ 1 ในอัตรา 0.30 บาทต่อหน่วย

แม้ว่าดัชนี SETESG จะให้ผลตอบแทนในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ที่ 18.32% ซึ่งต่ำกว่าดัชนี SET TRI แต่เรามองว่า ESG ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างผลตอบแทนสูงสุดในช่วงเวลาสั้น ๆ หากแต่เป็นแนวทางการลงทุนระยะยาวที่ใช้ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยง ผ่านกระบวนการคัดเลือกบริษัทที่มีคุณภาพ มีธรรมาภิบาลที่ดี กระแสเงินสดแข็งแกร่ง และมีศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืน ดังนั้นส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างหุ้น ESG และตลาดโดยรวมในช่วงครึ่งปีแรก จึงสะท้อนเพียงลักษณะเฉพาะของวัฏจักรตลาดที่ได้รับแรงหนุนจากหุ้นบางกลุ่ม ขณะที่หุ้น ESG ยังคงมีจุดเด่นด้านความมั่นคงของผลประกอบการ ความสามารถในการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ และการช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนในระยะยาว ดังนั้น กองทุน ThaiESG ซึ่งนอกจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีแล้ว ยังคงเป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการโอกาสสร้างผลตอบแทนอย่างยั่งยืนควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงในทุกสภาวะตลาดด้วย” นางชวินดา กล่าว

Related Articles

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *