การลงทุนในหุ้นโลกในระยะยาวอาจไม่ใช่เรื่องของการทายว่า “ประเทศไหนจะชนะ” หรือ “บริษัทไหนจะเป็นผู้ชนะ” เพราะท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ การคาดการณ์ว่าผู้ชนะจะเป็นใครในอีกหลายปีข้างหน้าเป็นเรื่องที่ท้าทาย แนวคิดการสร้าง Core Port ด้วย Core Equity (แกนหลักของพอร์ตหุ้น) จึงมุ่งเน้นการสร้างรากฐานให้พอร์ตด้วยการกระจายการลงทุนในบริษัทจำนวนมากทั่วโลก พร้อมใช้กระบวนการลงทุนที่เป็นระบบเพื่อค้นหาโอกาสสร้างผลตอบแทนจากหุ้นรายตัว แทนการพึ่งพาการคาดการณ์หรือการเดิมพันกับผู้ชนะเพียงไม่กี่ราย
คุณบดินทร์ พุทธอินทร์ AISA, CFP ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การลงทุนในหุ้นโลกไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการพยายามคาดการณ์ว่าประเทศหรือบริษัทใดจะเติบโตโดดเด่นที่สุด แต่ควรเริ่มจากการสร้าง Core Equity ที่เปิดรับโอกาสการลงทุนอย่างหลากหลายทั่วโลก ควบคู่กับกระบวนการลงทุนที่มีวินัยและขับเคลื่อนด้วยข้อมูลในการค้นหาความได้เปรียบจากหุ้นทั่วโลก ซึ่งจะช่วยให้พอร์ตมีแหล่งที่มาของผลตอบแทนที่หลากหลาย และลดการพึ่งพาความแม่นยำของการคาดการณ์เพียงไม่กี่ครั้ง
ES-GCORE: กองทุนหุ้นโลกเหมือนกัน แต่ “วิธีชนะตลาด” อาจไม่เหมือนกัน
หนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการลงทุนในกองทุนหุ้นโลก คือ Eastspring Global Core Equity Fund (ES-GCORE) ซึ่งลงทุนผ่านกองทุนหลัก Goldman Sachs Global CORE Equity Portfolio Class I ซึ่งบริหารโดยทีม Quantitative Investment Strategies หรือ QIS และมีประสบการณ์ในการบริหารกลยุทธ์ Equity Alpha มาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ “ทีมมีประสบการณ์มาก” ประเด็นสำคัญคือ กลยุทธ์การลงทุนที่ทีมนี้ไม่ได้พยายามสร้าง Alpha ด้วยการเลือกหุ้นไม่กี่ตัวจากมุมมองของผู้จัดการกองทุน แต่ใช้ระบบและข้อมูลจำนวนมากเพื่อค้นหาโอกาสจากหุ้นทั่วโลกอย่างเป็นระบบ
จุดเริ่มต้นของ Alpha ไม่ได้มาจาก “ความมั่นใจ” แต่มาจาก “ข้อมูลและกระบวนการ”
ทางทีม QIS ไม่ได้แค่ “เก็บข้อมูลเยอะ” แต่มี Process ที่เปลี่ยนข้อมูลจำนวนมากให้เป็นโอกาสสร้าง Alpha ผ่าน 4 ขั้นตอน คือ
- Research & Risk Oversight (ค้นคว้าและคัดกรองข้อมูล)
ทีมวิจัยไม่ได้อาศัยเพียงข้อมูลพื้นฐานของบริษัท แต่ยังค้นหาข้อมูลใหม่ๆ และข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) พร้อมใช้เทคนิคเชิงคำนวณ เพื่อหาค้นหาความได้เปรีบด้านข้อมูล (Information Advantage) ที่อาจช่วยให้เห็นโอกาสการงทุนก่อนที่ตลาดจะรับรู้
- Security Analysis (วิเคราะห์หุ้นรายตัว)
ข้อมูลที่ผ่านการคัดกรองจะถูกนำข้อมูลมาวิเคราะห์หุ้นแต่ละตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีการอัปเดตมุมมองการลงทุนเป็นรายวัน เพื่อระบุแหล่งที่มาของ Alpha ในแต่ละหุ้นว่ามาจากปัจจัยอะไร เช่น Quality, Fundamental, Sentiment และ Themes & Trends
- Portfolio Construction (สร้างพอร์ตการลงทุน)
เมื่อระบุโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจได้แล้ว ขั้นตอนต่อมาไม่ใช่การซื้อหุ้นที่มี Alpha ทั้งหมด แต่เป็นการกำหนดสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสม โดยพิจารณาพร้อมกันทั้ง ผลตอบแทนที่คาดหวัง ความเสี่ยง และต้นทุนการลงทุน เพื่อสร้างพอร์ตที่มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับเป้าหมายการลงทุน
- Trading & Execution (ซื้อขายอย่างมีประสิทธิภาพ)
นำพอร์ตไปลงทุนจริง โดยให้ความสำคัญกับการลด ค่าธรรมเนียมและผลกระทบจากการซื้อขาย (Market Impact) เพื่อรักษาผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Alpha) ที่สร้างได้
ประเมินการลงทุนโดย 4 ปัจจัย และข้อมูลกว่า 150 สัญญาณ
ทีม Quantitative Investment Strategies (QIS) พัฒนากลยุทธ์นี้มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2004 โดยมีแนวคิดคือ ไม่มีใครสามารถวิเคราะห์หุ้นหลายพันบริษัททั่วโลกได้อย่างละเอียดและสม่ำเสมอด้วยตัวเอง จึงเปลี่ยนคำถามจาก “เรารู้จักหุ้นตัวไหนดีที่สุด?” เป็น “เราสามารถประเมินหุ้นทุกตัวด้วยหลักเกณฑ์เดียวกันได้อย่างไร?” โดยกระบวนการลงทุนประกอบด้วย 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่
- Quality (คุณภาพของธุรกิจ) : โดยมองหาบริษัทที่มีคุณภาพของกำไร ความสามารถในการเติบโต ความได้เปรียบในการแข่งขัน และประสิทธิภาพของธุรกิจ
- Valuation (ราคาที่สมเหตุสมผล) : แม้จะเป็นบริษัทที่ดี แต่ราคาที่แพงเกินไปก็อาจทำให้ผลตอบแทนในอนาคตจำกัด จึงมีการประเมินมูลค่าเทียบกับบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมและวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของ valuation
- Themes & Trends (แนวโน้มที่กำลังเปลี่ยนแปลง) : ใช้ข้อมูลทั้งแบบดั้งเดิมและ Alternative Data เพื่อค้นหาสัญญาณการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจและอุตสาหกรรมก่อนที่จะสะท้อนออกมาเต็มที่ในงบการเงิน
- Market Dynamics (พฤติกรรมของตลาด) : ติดตามพฤติกรรมและ sentiment ของนักลงทุน เพราะการเคลื่อนไหวของตลาดเองก็สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับโอกาสและความเสี่ยงได้
โดยทั้ง 4 ปัจจัยถูกนำมาประกอบเป็น สัญญาณการลงทุนกว่า 150 ตัว กองทุนหลักประเมินหุ้นทั่วโลกประมาณ 7,500 บริษัทต่อวัน และปรับพอร์ตทุกประมาณ 3 วันทำการ ซึ่งเป็นการใช้ข้อมูลจำนวนมหาศาลเพื่อค้นหาความได้เปรียบที่เกิดขึ้นซ้ำในหุ้นจำนวนมาก แม้จะเป็นความได้เปรียบเล็กๆ ก็ตาม
กระจายความเสี่ยงไม่ใช่แค่เพิ่มจำนวนกองทุน
หนึ่งในจุดเด่นที่เห็นได้ชัดจากโครงสร้างพอร์ตคือการกระจายการลงทุน (Diversification) โดยกองทุนหลักมีหุ้นประมาณ 270 บริษัททั่วโลก ขณะที่หุ้น 10 อันดับแรกมีสัดส่วนรวมกันเพียงประมาณ 29% ของพอร์ต แม้จะมีหุ้นขนาดใหญ่อย่าง Apple, NVIDIA, Alphabet, Broadcom และ Microsoft อยู่ในพอร์ต แต่ผลตอบแทนของกองทุนไม่ได้ขึ้นอยู่กับหุ้นเพียงไม่กี่ตัว แต่จุดที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ความแตกต่างของแหล่งที่มาของผลตอบแทน ข้อมูลที่สำคัญคือ กองทุนหลักมีค่าสหสัมพันธ์ (Correlation) ของผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Alpha) เมื่อเทียบกับผู้จัดการกองหุ้นโลกรายใหญ่ 10 อันดับแรก อยู่ที่ประมาณ -0.05 สะท้อนให้เห็นว่า ผลตอบแทนส่วนเพิ่มของกลยุทธ์นี้แทบไม่ได้เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับผู้จัดการกองหุ้นโลกกลุ่มใหญ่ นี่คือความหมายของ “Diversification” ที่มากกว่าการมีหลายกองทุน เพราะการกระจายความเสี่ยงที่แท้จริงไม่ได้วัดจากจำนวนกองทุนที่ถืออยู่ง แต่ต้องพิจารณาว่า แต่ละกองทุนสร้างผลตอบแทนจากอะไร (ที่มา : Goldman Sachs Asset Management Presentation ณ เดือนมิถุนายน 2569)
ถ้ามีกองทุนหุ้นโลกอยู่แล้ว ES-GCORE ให้อะไรเพิ่ม?
หากผู้ลงทุนมีกองทุนหุ้นโลกที่ลงทุนแบบ Market Cap หรือ Active แบบดั้งเดิมอยู่แล้ว การเพิ่มกองหุ้นโลกอีกกองที่ใช้แนวคิดในการลงทุนที่คล้ายกัน อาจไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างความเสี่ยงของพอร์ตมากนัก แต่ ES-GCORE ใช้แนวทางที่แตกต่างออกไป จากการเลือกหุ้นไม่กี่ตัวสู่การประเมินหุ้นจำนวนมาก จากการพึ่งพาความเชื่อของผู้จัดการกองทุนสู่การตัดสินใจจากข้อมูลและสัญญาณจำนวนมาก จากการพยายามหาผู้ชนะครั้งใหญ่สู่การสะสมความได้เปรียบเล็กๆ จำนวนมาก ดังนั้น ES-GCORE จึงสามารถทำหน้าที่เป็น Core Equity ที่ช่วยเพิ่มแหล่งผลตอบแทนอีกรูปแบบให้กับพอร์ต จากนั้นผู้ลงทุนยังสามารถเสริมการลงทุนในรูปแบบ Satellite ตามธีมหรือภูมิภาคที่ต้องการ เช่น Asia, Europe หรือ Technology
เพราะ “กองหุ้นโลก” ไม่ได้เหมือนกันทุกกอง
สุดท้ายแล้ว ประเด็นของ ES-GCORE ไม่ใช่ว่า “นี่คือกองหุ้นโลกที่ดีกว่าทุกกอง” แต่คือ “นี่คือกองหุ้นโลกที่ใช้วิธีสร้างผลตอบแทนแตกต่างออกไป” จากการสามารถประเมินหุ้นหลายพันบริษัทอย่างเป็นระบบ มองเห็นสัญญาณเล็กๆ ที่คนอื่นอาจมองข้าม และทำการตัดสินใจเหล่านั้นซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างมีวินัย จากการลงทุนกว่า 200 บริษัท , กว่า150สัญญาณ , 7,500 หุ้นที่ประเมินต่อวัน , ปรับพอร์ตทุก 3 วันทำการ ทั้งหมดนี้สะท้อนแนวคิดเดียวกัน ไม่ต้องหาผู้ชนะครั้งใหญ่ หากเราสามารถสร้างความได้เปรียบเล็กๆ ได้มากพอ และทำมันอย่างสม่ำเสมอ ES-GCORE จึงไม่ใช่แค่กองหุ้นโลกอีกกองหนึ่ง แต่เป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์ของพอร์ต ที่ช่วยเพิ่มแหล่งที่มาของการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนและการกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาผู้ชนะเพียงไม่กี่ราย (ที่มา : Investment Strategy Team บลจ.อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569)