นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บลจ. กรุงไทย (KTAM) เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดอยู่ในจังหวะที่เอื้อต่อการลงทุนในกลุ่ม Infrastructure Fund และ Property Fund เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับตัวลดลงจากเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ส่งผลให้การลงทุนในกลุ่ม Yield Play มีความน่าสนใจขึ้น อีกทั้งช่วยกระจายความเสี่ยงจากสถานการณ์เศรษฐกิจในต่างประเทศที่ยังมีความผันผวน และมีโอกาสสร้างกระแสเงินสด (Passive Income) ให้กับพอร์ตลงทุนอย่างสม่ำเสมอ โดยภาพรวมกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ยังคงมีความแข็งแกร่ง เนื่องจากเป็นสาธารณูปโภคจำเป็นที่มีรายได้ผันผวนต่ำตามสภาวะเศรษฐกิจ
โดยในช่วงที่ผ่านมา KTAM ยังคงสามารถสร้างผลงานได้ดีต่อเนื่องในการบริหารกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน จึงได้กำหนดจ่ายเงินปันผลและลดทุนจากกำไรสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 ม.ค. – 31 มี.ค. 69 และกำไรสะสม พร้อมกันจำนวน 4 กองทุน ในวันที่ 16 มิ.ย. 69 ดังนี้
กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 1 กองทุน ได้แก่ กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ตลาดไท (TTLPF) ซึ่งลงทุนในสิทธิการเช่าของสิ่งปลูกสร้างบางส่วนในโครงการตลาดไท โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลครั้งที่ 62 ในอัตรา 0.2318 บาทต่อหน่วย และจ่ายเงินลดทุนครั้งที่ 4 ที่อัตรา 0.2498 บาท ต่อหน่วย รวมจ่ายเงินปันผลและเงินลดทุน จำนวน 0.4816 บาทต่อหน่วย
และกลุ่มกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน จำนวน 3 กองทุน ประกอบด้วย กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้ากลุ่มน้ำตาลครบุรี (KBSPIF) ซึ่งลงทุนในสิทธิในผลประโยชน์จากการประกอบกิจการไฟฟ้าในสัดส่วนร้อยละ 62% ของรายได้ค่าไฟฟ้าจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของ บจก.ผลิตไฟฟ้าครบุรี กับ กฟผ. และภายในกลุ่มน้ำตาลครบุรี สัญญาเข้าลงทุนมีระยะเวลาถึงปี 2582 จึงเหมาะกับนักลงทุนที่มองหาโอกาสรับกระแสรายได้จากทรัพย์สินโครงสร้างพื้นฐาน โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลครั้งที่ 23 ในอัตรา 0.2230 บาทต่อหน่วย
ลำดับถัดมาคือ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้าพระนครเหนือชุดที่ 1 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGATIF) ซึ่งลงทุนในสิทธิในรายได้ค่าความพร้อมจ่ายของโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ 1 กำหนดจ่ายเงินปันผลครั้งที่ 41 ในอัตรา 0.0191 บาทต่อหน่วย และจ่ายเงินลดทุนครั้งที่ 19 ในอัตรา 0.2000 บาทต่อหน่วย รวมจ่ายเงินปันผลและเงินลดทุน จำนวน 0.2191 บาทต่อหน่วย
และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFFIF) ลงทุนในสิทธิในรายได้ 45% ของรายได้ค่าผ่านทางสุทธิ ที่จัดเก็บได้จากโครงการทางพิเศษฉลองรัช และทางพิเศษบูรพาวิถี ซึ่งบริหารโดยการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) โดยสัญญาเข้าลงทุนของกองทุนจะสิ้นสุดปี 2591 โดยกำหนดจ่ายปันผลครั้งที่ 30 ในอัตรา 0.1204 บาทต่อหน่วย