นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทยเปิดเผยว่า โดยในช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมานั้น เงินบาทมีจังหวะอ่อนค่าใกล้โซน 34 บาทต่อดอลลาร์ ตามการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ หลังตลาดยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ขณะเดียวกันผู้เล่นในตลาดบางส่วนก็มองว่า เฟดอาจจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับสูงได้นาน หลังคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อระยะสั้นและระยะยาวล่าสุดต่างปรับตัวสูงขึ้นกว่าคาด

สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นตามภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดและแนวโน้มการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับสูงได้นานของเฟด

ในสัปดาห์นี้ เรามองว่า ควรจับตา รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) สหรัฐฯ และรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทค้าปลีกใหญ่ นอกจากนี้ ควรติดตามการเจรจาขยายเพดานหนี้สหรัฐฯ พร้อมรอลุ้นผลการเลือกตั้งทั่วไปของไทย

โดยในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจมีดังนี้

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

ฝั่งสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อย่าง ยอดค้าปลีก (Retail Sales)โดยตลาดคาดว่า ยอดค้าปลีกในเดือนเมษายนอาจพลิกกลับมาขยายตัว +0.7% จากเดือนก่อนหน้า สอดคล้องกับภาวะการจ้างงานที่ยังคงแข็งแกร่งและตึงตัว ทั้งนี้ ยอดค้าปลีกที่ขยายตัวขึ้นส่วนหนึ่งก็อาจมาจากการปรับตัวขึ้นของยอดขายน้ำมันเชื้อเพลิง หลังราคาพลังงานปรับตัวขึ้นในเดือนเมษายนพอสมควร ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามรายงานและคาดการณ์ผลประกอบการล่าสุดของบรรดาบริษัทค้าปลีก อาทิ Home Depot และ Walmart ซึ่งอาจสะท้อนแนวโน้มการใช้จ่ายของผู้คนในสหรัฐฯ ได้
นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมิน ภาวะตลาดแรงงานสหรัฐฯ ผ่านรายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานครั้งแรกและต่อเนื่อง (Initial and Continual Jobless Claims) หลังจากในสัปดาห์ก่อน ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานครั้งแรกปรับตัวขึ้น แย่กว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดเริ่มกังวลว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ อาจส่งสัญญาณชะลอตัวลงที่ชัดเจนขึ้น
และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด โดยเฉพาะ ประธานเฟด เพื่อประเมินแนวโน้มนโยบายการเงินของเฟด หลังอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟดพอสมควร ขณะเดียวกัน ปัจจัยการเมืองสหรัฐฯ ก็อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้ โดยผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามความคืบหน้าของการเจรจาขยายเพดานหนี้ (Debt Ceiling)
ฝั่งยุโรปตลาดมองว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนี (ZEW Economic Survey) ในเดือนพฤษภาคม อาจปรับตัวลดลงแรงสู่ระดับ 5.5 จุด สะท้อนว่า บรรดานักลงทุนสถาบันและนักวิเคราะห์ต่างมีมุมมองที่เชิงลบหรือกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจเยอรมนีมากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากผลกระทบของการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องของธนาคารกลางยุโรป (ECB) รวมถึงภาวะค่าครองชีพสูง นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB โดยเฉพาะประธาน ECB เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มนโยบายการเงิน ECB
ฝั่งเอเชียตลาดคาดว่า เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่อง โดยยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนเมษายน อาจขยายตัว +20%y/y สอดคล้องกับการรายงานดัชนี PMI ภาคการบริการก่อนหน้าที่ยังคงอยู่ในระดับเกิน 50 จุด สะท้อนการขยายตัวต่อเนื่องของภาคการบริการ ส่วนในฝั่งญี่ปุ่น นักวิเคราะห์ประเมินว่า อานิสงส์จากการเปิดประเทศจะช่วยหนุนให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นโต +0.7%y/y ในไตรมาสแรกของปีนี้ ดีขึ้นจากที่แทบจะไม่ขยายตัวในไตรมาสสุดท้ายของปีก่อน
นอกจากนี้ ตลาดยังมองว่า อัตราเงินเฟ้อ CPI ของญี่ปุ่นในเดือนเมษายน อาจเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 3.4% หนุนโดยการบริโภคที่ยังคงแข็งแกร่งอยู่ ซึ่งจะสะท้อนผ่านอัตราเงินเฟ้อ CoreCore CPI (ไม่รวมผลของราคาพลังงานและอาหารสด) ที่จะเร่งขึ้นสู่ระดับ 4.2% เช่นกัน ซึ่งจากแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง อาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดเริ่มประเมินว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีโอกาสใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวมากขึ้นได้ในปีนี้
ฝั่งไทยตลาดประเมินว่า เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวได้ราว +2.3%y/y ในไตรมาสแรกของปีนี้ ดีขึ้นจากไตรมาสที่ 4 ของปีก่อนหน้า หนุนโดยการฟื้นตัวที่ดีขึ้นต่อเนื่องของการท่องเที่ยว ซึ่งได้ช่วยหนุนให้เกิดการจ้างงานในภาคการบริการและส่งผลดีต่อการบริโภคโดยรวม ทั้งนี้ ผลการเลือกตั้งทั่วไปล่าสุด ณ เวลา 21.30 . ของวันที่ 14 .. ชี้ว่า พรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล อาจจับมือกันจัดตั้งรัฐบาลร่วมได้ ทำให้ผู้เล่นในตลาด โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติอาจมองเป็นภาพที่ดีและทยอยกลับมาเปิดรับความเสี่ยงสินทรัพย์ไทย โดยเฉพาะหุ้น มากขึ้นได้

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เราประเมินว่า ทิศทางค่าเงินบาทอาจขึ้นกับฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ โดยผลการเลือกตั้งล่าสุด อาจเพิ่มโอกาสนักลงทุนต่างชาติกลับเข้าซื้อสุทธิหุ้นไทยมากขึ้น อย่างไรก็ดี การแข็งค่าของเงินบาทอาจถูกชะลอไว้โดยโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งในเชิงเทคนิคัล โซนแนวต้านสำคัญจะอยู่ที่โซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ และเส้นค่าเฉลี่ย EMA 50 วัน ส่วน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ จะเป็นโซนแนวรับสำคัญในระยะสั้นนี้

ในส่วนเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า โมเมนตัมการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ยังพอมีอยู่ แต่ Upside อาจจำกัด หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจออกมาแย่กว่าคาดและ/หรือ ตลาดกังวลปัญหาเพดานหนี้ (Debt Ceiling) อย่างไรก็ดี หากตลาดปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น (RiskOff) จากความผิดหวังรายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน ก็อาจหนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นได้เช่นกัน

เราคงคำแนะนำว่า ในช่วงที่ตลาดการเงินยังมีความผันผวนสูงจากทั้งปัจจัยการเมืองสหรัฐฯ (ประเด็นขยายเพดานหนี้) และการเมืองไทย ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 33.5034.20บาท/ดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.7534.00บาท/ดอลลาร์

Related Articles

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *