นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทยเปิดเผยว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา ความกังวลแนวโน้มเฟดอาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องและความกังวลแนวโน้มการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (recession) ในฝั่งเศรษฐกิจหลัก กดดันให้ตลาดพลิกกลับมาปิดรับความเสี่ยง
ในสัปดาห์นี้ เรามองว่า ไฮไลท์สำคัญ จะอยู่ที่รายงานอัตราเงินเฟ้อทั่วไป CPI สหรัฐฯ รวมถึงผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ ( FOMC) เดือนธันวาคม นอกจากนี้ ควรติดตามผลการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) โดยในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจมีดังนี้ มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ตลาดมองว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป CPI ของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน อาจชะลอลงสู่ระดับ 7.3% ตามการปรับตัวลงของราคาพลังงาน ปัญหา Supply Chain ที่คลี่คลายลงมาก รวมถึงการลดราคาสินค้าของผู้ประกอบการเพื่อบริหารสินค้าคงคลัง อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) อาจชะลอลงไม่มากนัก สู่ระดับ 6.1% หนุนโดยการใช้จ่ายของคนอเมริกันที่ยังดีอยู่
สอดคล้องกับภาพตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ยังคงแข็งแกร่งและตึงตัว ซึ่งเราคาดว่า แม้อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจผ่านจุดสูงสุดไปแล้วและมีแนวโน้มชะลอลง แต่แรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังคงมีอยู่จะส่งผลให้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด ตัดสินใจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง แต่ในอัตราชะลอลง (+50bps จาก +75bps) สู่ระดับ 4.25%-4.50% และมีความเป็นไปได้ว่า ประธานเฟดรวมถึงบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดอาจแสดงความกังวลแนวโน้มเงินเฟ้อพื้นฐานที่ชะลอตัวลงช้ากว่าคาด
ซึ่งอาจสะท้อนผ่านมุมมองของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดที่จะสนับสนุนการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยจนแตะระดับ 5.00% หรือ 5.25% (ค่ากลางของคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายสิ้นปี 2023 อาจอยู่ที่ระดับ 4.875%) รวมถึงการปรับประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้นสำหรับปี 2022 และ 2023
ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาการปรับประมาณการอัตราการเติบโตเศรษฐกิจและอัตราว่างงานของเฟด โดยเราคาดว่า ภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ชะลอตัวลงมากขึ้น อาจทำให้เฟดพิจารณาปรับลดอัตราการเติบโตเศรษฐกิจในปี 2023 สู่ระดับต่ำกว่า +1.0% (vs. +1.2% ในคาดการณ์ ณ การประชุมเดือนกันยายน) พร้อมปรับเพิ่มอัตราการว่างงานสู่ระดับ 4.6% (vs. 4.4% ในคาดการณ์ครั้งก่อน)
▪ ฝั่งยุโรป – ตลาดประเมินว่า ภาพรวมเศรษฐกิจยุโรปอาจไม่ได้เลวร้ายลงมาก อย่างที่ตลาดเคยกังวลก่อนหน้า สะท้อนผ่านดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนี (ZEW Survey) ที่จะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ –27 จุด ในเดือนธันวาคม (ดัชนีต่ำกว่า 0 หมายถึง มุมมองเชิงลบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ) รวมถึงดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของยูโรโซนในเดือนธันวาคม ที่อาจทรงตัวที่ระดับ 47.1 จุด และ 48.5 จุด ตามลำดับ
สะท้อนว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคการผลิตและภาคการบริการของยูโรโซนแม้จะยังคงหดตัวอยู่ แต่ก็ไม่ได้หดตัวในอัตราเร่งขึ้น ในส่วนนโยบายการเงิน เรามองว่า แม้โดยรวมภาพเศรษฐกิจยุโรป (ยูโรโซนและอังกฤษ) จะชะลอลงชัดเจน แต่ปัญหาที่สำคัญ คือ อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงถึง 10% ซึ่งจะทำให้ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) อาจเลือกเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง
แต่ในอัตราชะลอลง (+50bps จาก +75bps) ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบาย Deposit Facility Rateของ ECB ปรับขึ้นสู่ระดับ 2.00% ส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบาย Bank Rate ของ BOE ก็จะปรับขึ้นสู่ระดับ 3.50% อนึ่ง ผู้เล่นในตลาดจะให้ความสนใจต่อมุมมองของทาง ECB และ BOE ต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ย โดยเฉพาะจุดสูงสุดของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
▪ ฝั่งเอเชีย – ตลาดมองว่า การทยอยเปิดประเทศของญี่ปุ่นจะช่วยหนุนให้ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ สำรวจโดยธนาคารกลางญี่ปุ่น (Tankan Survey) ในส่วนของผู้ประกอบการนอกภาคการผลิตอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องในไตรมาสที่ 4 อาทิ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการรายใหญ่อาจปรับตัวขึ้นแตะระดับ 16 จุด สอดคล้องกับดัชนี PMI ภาคการบริการในเดือนธันวาคม ที่จะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 50.5 จุด
ในขณะที่ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและจีนจะกดดันให้ภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นชะลอลงตัวลง สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในฝั่งภาคอุตสาหกรรมที่จะลดลงสู่ระดับ 7 จุด สำหรับผู้ประกอบการรายใหญ่ และการปรับตัวลงต่อเนื่องของดัชนี PMI ภาคการผลิตสู่ระดับ 49 จุด ส่วนในฝั่งจีน ตลาดคาดว่า ผลกระทบจากการระบาดของ COVID–19 ในช่วงที่ผ่านมาจะกดดันให้เศรษฐกิจจีนโดยรวมซบเซาหนักในเดือนพฤศจิกายน
โดยยอดค้าปลีก (Retail Sales) อาจหดตัวกว่า –3.9%y/y เป็นต้น อย่างไรก็ดี ตลาดประเมินว่า ข้อมูลเศรษฐกิจจีนดังกล่าวอาจผ่านจุดเลวร้ายสุดไปแล้ว หลังล่าสุดทางการจีนได้ทยอยผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาด COVID–19 เพิ่มเติม ซึ่งได้ส่งผลให้ ตลาดหุ้นจีนและฮ่องกงปรับตัวขึ้นรุนแรง ส่วนเงินหยวน (CNY) ก็แข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 6.97 หยวนต่อดอลลาร์
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาทมีโอกาสผันผวนฝั่งอ่อนค่าได้ และควรระวังแรงขายทำกำไรสินทรัพย์เสี่ยงในระยะสั้น (สัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยกว่า –5 พันล้านบาท) นอกจากนี้ หากราคาทองคำย่อตัวลง (ซึ่งอาจเป็นการพักฐานเพื่อปรับตัวขึ้นต่อ) ก็อาจมีโฟลว์ซื้อทองคำในจังหวะย่อตัวเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน
ในส่วนเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า ควรระวังความกังวลแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ และการขึ้นดอกเบี้ยเฟด หนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่เงินเฟ้อสหรัฐฯ ไม่ได้ชะลอลงมาก และเฟดส่งสัญญาณเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยจนแตะระดับสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ระดับ 5.25% อนึ่ง หาก ECB และ BOE ย้ำจุดยืนเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง ก็อาจช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ได้บ้าง
เราคงคำแนะนำว่า ในช่วงที่ตลาดการเงินยังมีความผันผวนสูง ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 34.50–35.20บาท/ดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 34.75–34.95บาท/ดอลลาร์