บล.ทิสโก้ชี้ ครึ่งปีหลังยั งมีความไม่แน่นอนรออยู่เพียบ ทั้ งปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ อาจทำให้ราคาน้ำมันดีดตัวแรง ประกอบกับอัตราผลตอบแทนพันธบั ตรทั่วโลก (Bond Yields) ปรับขึ้ นต่อเนื่อง ชูกลยุทธ์ลงทุ นแบบสมดุลในหุ้น 3 ประเภทสู้ ความไม่แน่นอนครึ่งปีหลัง ได้ แก่ 1) หุ้น Growth ที่มี กำไรเติบโตดีกว่าตลาดในช่วง 2- 3 ปีข้างหน้า และราคายังมี Upside น่าสนใจ 2) หุ้น Commodity ที่ช่วยป้องกั นความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ แต่เน้ นในเชิงของคุณค่า เด่น และ 3) หุ้น Dividend ที่ กำไรและกระแสเงินสดมั่นคงให้ ผลตอบแทนจากเงินปันผลมากกว่ าระดับ 5% ต่อปี
นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล, CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริ ษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิ ดเผยว่า ตัวเลขเงินเฟ้อหรือดั ชนีราคาผู้บริโภคไทยในเดื อนเมษายน ที่ออกมาในช่วงต้นเดื อนพฤษภาคมที่ผ่านมา พลิกกลั บมาขยายตัว +2.89% YoY หลัก ๆ มาจากราคาสินค้ าในหมวดอาหารสดและพลังงานที่ปรั บตัวเพิ่มขึ้น บล.ทิสโก้คาดเงิ นเฟ้อจะเป็นบวกต่อเนื่องในช่ วงที่เหลือของปีนี้ และคาดว่าทั้ งปีนี้จะขยายตัวอยู่ที่ +3.4% เร่งตัวขึ้นจาก -0.1% ในปีที่ แล้ว ขณะที่อัตราดอกเบี้ ยนโยบายคาดว่าจะคงเดิมที่ระดับ 1.00% ทั้งปีนี้ และมีโอกาสปรั บขึ้น 0.50% เป็น 1.50% ในปีหน้ า ดังนั้น อัตราดอกเบี้ ยนโยบายที่แท้จริงน่าจะติดลบต่ อเนื่องในช่วงที่เหลือของปี (Negative Real Rate) และมั กจะบีบให้เงินต้ องแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่ อชนะเงินเฟ้อ
ทั้งนี้ จากการศึกษาความเคลื่ อนไหวของตลาดหุ้นไทยในช่วง Negative Real Rate นับตั้งแต่เกิดวิกฤติ เศรษฐกิจโลกปี 2551 เป็นต้นมา มักจะให้ผลตอบแทนที่ดี โดยเฉพาะในช่วงเงินเฟ้อไม่สู งเกินระดับ 5% (ผลตอบแทนเฉลี่ย +2.8% ต่อเดื อน) แต่หากอัตราเงินเฟ้อเกินกว่ าระดับดังกล่าว ตลาดกลั บตอบสนองในเชิงลบ เนื่องจากอั ตราเงินเฟ้อสูงเกินศั กยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้นักลงทุนกลับมากังวลเกี่ ยวกับภาวะ “Stagflation”
ความเสี่ยงใหญ่ที่ต้องจับตา
ความเสี่ยงใหญ่ที่ต้องเฝ้าระวั งในช่วงกลางปีนี้ คือ การปิดช่ องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้คลังน้ำมั นสำรองในหลายประเทศลดลงอย่างต่ อเนื่อง บล.ทิสโก้ประเมินว่ าสหรัฐฯ มีเวลาอีกประมาณ 2 เดื อน ก่อนที่คลังน้ำมันดิบเชิ งพาณิชย์จะลดลงเข้าใกล้จุดวิ กฤต อาจทำให้ราคาน้ำมันกลับมาถี บตัวขึ้นรุนแรง เกิดภาวะชะงักงั นของห่วงโซ่อุปทานระลอกใหม่ เพิ่ มความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อสู งและการชะลอตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้ น (Stagflation Risk)
นอกจากนี้ นับตั้งแต่เกิดความขั ดแย้งในตะวันออกกลางเมื่ อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลก ( Bond Yields) ปรับขึ้นต่อเนื่องท่ ามกลางแรงกดดันด้านเงินเฟ้ อจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้ นมาก ทำให้แนวโน้มนโยบายการเงิ นเริ่มเปลี่ยนจาก “ผ่อนคลาย” เป็น “เข้มงวด” นอกจากนี้ นั กลงทุนยังคาดว่า Bond Yields จะปรับตัวสูงขึ้นจากมุ มมองที่ระมัดระวังต่อหนี้ สาธารณะที่สูงขึ้นทั่ วโลกและความเสี่ยงเชิงภูมิรั ฐศาสตร์ที่สูงขึ้น การปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของ Bond Yields คาดจะสร้างความกังวลต่ อตลาด เพราะมักกดดันระดั บการประเมินมูลค่าหุ้นลดลง อิ งจาก 12m Fwd. PER ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในปัจจุ บันที่อยู่ที่ประมาณ 20.6x การปรับตัวขึ้นของอั ตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (หรือ US10Y) ที่ทะลุ 4. 8% เป็นจุดที่ต้องระวังอย่ างมาก เพราะจะเริ่มทำให้ Earning Yield Gap (EYG) ลดลงจนติดลบ
แนะลงทุนหุ้น 3 ประเภท
ในเชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ แนะนำเลือกลงทุนในหุ้น 3 ประเภทเพื่อความสมดุลของพอร์ต ( 1) หุ้น Growth ที่มีกำไรเติ บโตดีกว่าตลาดในช่วง 2-3 ปีข้ างหน้า และราคายังมี Upside น่ าสนใจ แนะนำ CRC, GULF (2) หุ้น Commodity ที่ช่วยป้องกั นความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ แต่เน้ นในเชิงของคุณค่า เด่น PTTEP, SCCC และ (3) หุ้น Dividend ที่ กำไรและกระแสเงินสดมั่นคงให้ ผลตอบแทนจากเงินปันผลมากกว่ าระดับ 5% ต่อปี แนะนำ KTB, MEGA ผสานกับหุ้นที่มีปัจจั ยบวกเฉพาะตัวในเดือน มิถุนายน นี้ แนะนำ MRDIYT คาดจะได้เข้าดัชนี SET50 ในช่วงครึ่งปีหลัง
สรุปหุ้นเด่นแนะนำในเดือน มิถุ นายน คือ CRC, GULF, KTB, MEGA, MRDIYT, PTTEP และ SCCC ด้านแนวรับสำคั ญของหุ้นไทยเดือนนี้อยู่ที่ 1, 510-1,530 จุด และแนวต้านสำคั ญอยู่ที่ 1,580 จุด และ 1,600 จุด ตามลำดับ
ด้านทางเลือกการลงทุนหุ้นต่ างประเทศโดยผ่าน DR เดือน มิถุ นายน นี้ แนะนำ CHNXT5023 และ NEM06 – บล.ทิสโก้ยังคงมุ มมองเชิงบวกต่อกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะของฝั่งจีนที่การประเมิ นมูลค่ายังไม่แพงเทียบกับฝั่ งตะวันตก ทำให้บล.ทิสโก้ยั งคงเลือก CHNXT5023 ต่อจากเดื อนก่อนหน้า ในขณะที่ราคาทองคำที่ ปรับตัวลดลงในช่วงก่อนหน้านี้ มองเป็นจังหวะที่ดีในการสะสม NEM06 ที่ประกอบธุรกิจเหมื องทองในหลายประเทศทั่วโลก