ฟิทช์ เรทติ้งส์ ประกาศปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของ  บริษัท พีทีที        โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC  เป็นลบจากมีเสถียรภาพ และประกาศคงอันดับเครดิตสากลระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศ (Long-Term Foreign-Currency Issuer Default Rating: IDR) ที่ ‘BBB-’ และอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว (National Long-Term Rating) ที่‘AA-(tha)’ ในขณะเดียวกัน ฟิทช์ประกาศคงอันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้นของบริษัท ที่ ‘F1+(tha)’ อันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่มีประกันและไม่ด้อยสิทธิ (Senior Unsecured) ที่ ‘BBB-’ อันดับเครดิตหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนสกุลเงินบาทที่ ‘A(tha)’ และอันดับเครดิตหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งออกโดยบริษัท จีซี ศูนย์บริหารเงิน จำกัด (GC Treasury Center Company Limited) ที่ ‘BB’

 

แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ สะท้อนความเสี่ยงที่อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA Net Leverage) ของ PTTGC จะยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่า 4.0 เท่า ในช่วงปี 2569-2570 ซึ่งเป็นระดับที่ฟิทช์อาจพิจารณาปรับลดอันดับเครดิต โดย EBITDA Net Leverage ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 10 เท่า ในปี 2568 จาก 8 เท่า ในปี 2567 จากกำไรที่อ่อนแอลงท่ามกลางวัฏจักรขาลงของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั่วโลกที่ยืดเยื้อ การปรับลดอัตราส่วนหนี้สินเกิดขึ้นช้ากว่าที่ฟิทช์คาด เนื่องจากกำไรที่อ่อนแอได้ลดทอนประโยชน์จากกระแสเงินสดสุทธิ (Free Cash Flow: FCF) ที่เป็นบวก และการชำระคืนหนี้อย่างต่อเนื่อง

 

การคงอันดับเครดิตสะท้อนการประมาณการของฟิทช์ว่า อัตราส่วนหนี้สินจะปรับตัวดีขึ้นไปสู่ระดับที่สอดคล้องกับสถานะเครดิตโดยลำพัง (Standalone Credit Profile) ของ PTTGC ที่ ‘bb’ ภายในปี 2571 โดยการลดอัตราส่วนหนี้สินน่าจะได้รับการสนับสนุนจากการลดหนี้อย่างต่อเนื่อง การสร้างกระแสเงินสดที่เป็นบวก และการฟื้นตัวของภาวะอุตสาหกรรม

 

ปัจจัยที่มีผลต่ออันดับเครดิต

 

อุตสาหกรรมปิโตรเคมีมีความผันผวน: ฟิทช์คาดว่าภาวะอุปทานส่วนเกินในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั่วโลกจะยังคงดำเนินต่อไปในช่วง 2 ปีข้างหน้า จากการเพิ่มกำลังการผลิตในเอเชีย การลดกำลังการผลิตในอุตสาหกรรมยังไม่รวดเร็วเพียงพอที่จะช่วยลดภาวะอุปทานส่วนเกิน แม้ว่าการยืนยันการปิดโรงงานบางแห่งในเกาหลีและญี่ปุ่นจะเป็นสัญญาณความคืบหน้าเพื่อลดอุปทานส่วนเกินนี้ ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลกยังคงทำให้การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมปลายทางที่สำคัญล่าช้า ปัจจัยท้าทายดังกล่าวได้กดดันส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีและทำให้กำไรของทั้งอุตสาหกรรมปรับลดลง

 

ฟิทช์เชื่อว่า PTTGC น่าจะสามารถรองรับการหยุดชะงักของการจัดหาเชื้อเพลิงในระยะสั้นได้ อย่างไรก็ตามความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในอิหร่านอาจทำให้ต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้นและกดดันอัตราส่วนกำไรของ PTTGC ซึ่งไม่อยู่ในสมมุติฐานกรณีฐานของฟิทช์ นอกจากนี้ ฟิทช์คาดว่า PTTGC จะดำเนินมาตรการเพื่อรับมือความท้าทายของภาคธุรกิจและปกป้องสถานะทางการเงิน รวมถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานและการขายสินทรัพย์บางรายการ อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมสู่ช่วงกลางวัฏจักรยังต้องใช้เวลานาน

 

กำไรที่ฟื้นตัวล่าช้า: ฟิทช์คาดว่ากำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ของ PTTGC จะปรับตัวดีขึ้นเป็น 2.2 หมื่นล้านบาท ในปี 2569 หลังจากลดลงเหลือ 1.5 หมื่นล้านบาท ในปี 2568 (ปี 2567: 2.6 หมื่นล้านบาท) จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีกับวัตถุดิบที่อ่อนแอ ปริมาณขายที่ลดลงจากการหยุดซ่อมบำรุง และผลขาดทุนรวมถึงค่าใช้จ่ายปรับโครงสร้างของบริษัทลูก Vencorex จำนวน 5.4 พันล้านบาท การปรับตัวดีขึ้นของ EBITDA น่าจะได้รับแรงหนุนจากการไม่มีรายการพิเศษ (one-off) ค่าการกลั่นที่อยู่ในระดับเข้มแข็ง ต้นทุนก๊าซที่ลดลงภายใต้รูปแบบการกำหนดราคาที่ปรับปรุงใหม่ของ PTTGC และการลดต้นทุน โดยประมาณการ EBITDA ดังกล่าวรวมการประหยัดต้นทุน 2 พันล้านบาท เทียบกับเป้าหมายของ PTTGC ที่ 4 พันล้านบาท

 

ความเสี่ยงด้านการลดอัตราส่วนหนี้สิน: ฟิทช์คาดว่า EBITDA Net Leverage จะอยู่ที่ 4.4-5.7 เท่า ในปี 2569 และ 2570 และจะกลับมาอยู่ในระดับต่ำกว่า 4.0 เท่า ได้อย่างเร็วที่สุดในปี 2571 ฟิทช์คาดว่าการลดอัตราส่วนหนี้สินจะได้รับการสนับสนุนจากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีอย่างค่อยเป็นค่อยไปตั้งแต่ปี 2570 กระแสเงินสดที่เป็นบวก และการลดหนี้จากการขายสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก อย่างไรก็ตาม ฟิทช์ยังไม่ได้รวมการขายสินทรัพย์ที่เป็นไปได้ทั้งหมดไว้ในกรณีฐานการจัดอันดับเครดิต บริษัทอาจจะถูกปรับลดอันดับเครดิต หากการลดอัตราส่วนหนี้สินดำเนินไปช้ากว่าที่ฟิทช์คาด หรือการขายสินทรัพย์ไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผน

 

ความพยายามในการลดหนี้สิน: PTTGC ได้ดำเนินแผนกลยุทธ์ในการลดหนี้สิน แม้ในสภาพแวดล้อมที่กำไรอ่อนแอ ผ่านการซื้อคืนหุ้นกู้ การออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน รวมถึงการลดค่าใช้จ่ายด้านการลงทุน การลดรายจ่ายจากการดำเนินงาน ส่งผลให้หนี้สินสุทธิลดลง 8.5 หมื่นล้านบาท นับตั้งแต่ปี 2565 PTTGC ยังมีแผนที่จะขายสินทรัพย์ซึ่งอยู่ในระหว่างการศึกษาและดำเนินการ โดยบริษัทฯได้ประกาศแผนการขายสินทรัพย์รวม 3 หมื่นล้านบาท โดยในจำนวนนี้ 9 พันล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 1 ปี 2569 ฟิทช์ได้นำจำนวนดังกล่าวและหนี้สินเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องอีก 1 พันล้านบาท รวมไว้ในกรณีฐานการจัดอันดับเครดิต ส่วนการขายสินทรัพย์ที่อยู่ในแผน อาจช่วยให้อัตราส่วนหนี้สินปรับตัวดีขึ้นเร็วกว่ากรณีฐานของฟิทช์ โดยอาจทำให้อัตราส่วนหนี้สินลดลงเพิ่มอีกประมาณ 0.3-0.9 เท่า เมื่อเทียบกับกรณีฐานของฟิทช์

 

กระแสเงินสดที่เป็นบวก: ฟิทช์คาดว่า PTTGC จะมีกระแสเงินสดสุทธิ (FCF) เป็นบวกอย่างต่อเนื่องในปี 2569 และ 2570 ภายใต้สมมุติฐานว่าบริษัทฯสามารถบริหารเงินทุนหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่มีค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนหรือการจ่ายเงินปันผลในระดับสูง ฟิทช์ประเมินว่ากระแสเงินสดจากการดำเนินงานจะอยู่ที่ 2.2 – 4.4 หมื่นล้านบาทต่อปี เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนที่คาดไว้ประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาทในปี 2569 และ 1.9 หมื่นล้านบาทในปี 2570 PTTGC มีแผนนำกระแสเงินสดที่เหลือเพื่อไปใช้ในการลดหนี้สิน โดยสมมุติฐานของฟิทช์รวมถึงการรักษาระดับเงินสดขั้นต่ำมากกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท

 

แรงจูงใจในการให้การสนับสนุนจาก ปตท. : การปรับอันดับเครดิตขึ้นสองอันดับจากสถานะเครดิตโดยลำพังของ PTTGC สะท้อนถึงแรงจูงใจของบริษัทแม่ ซึ่งได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (อันดับเครดิตที่ BBB+/ แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ) ในการให้การสนับสนุนจากความสำคัญทางกลยุทธ์ (Strategic incentive) และความสำคัญทางด้านการดำเนินงาน (Operational incentive) แก่ PTTGC ในระดับปานกลาง ในการให้การสนับสนุนแก่ PTTGC ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์และเป็นผู้รับซื้อวัตถุดิบรายใหญ่ ปตท. ได้ให้การขยายเทอมการชำระเงินสำหรับการซื้อน้ำมันวัตถุดิบของ PTTGC ประมาณ 7 หมื่นล้านบาท โดยมีการใช้ไปแล้วประมาณ 5 หมื่นล้านบาท และฟิทช์คาดว่า PTTGC จะเบิกใช้วงเงินที่เหลือในปี 2569

 

การกำหนดอันดับเครดิตโดยสรุป

 

PTTGC มีสถานะทางธุรกิจและสถานะทางการเงินที่อ่อนแอกว่า Orbia Advance Corporation, S.A.B. de C.V. (อันดับเครดิตที่ BBB-/แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ) โดย Orbia ได้ประโยชน์จากการดำเนินธุรกิจต้นน้ำและการกระจายธุรกิจในกลุ่ม PVC และฟลูออโรโปรดักต์ ซึ่งช่วยสนับสนุนอัตราส่วนกำไรที่สูงกว่าผู้ผลิตเคมีภัณฑ์โภคภัณฑ์ทั่วไป ส่งผลให้ Orbia ได้รับอันดับเครดิตสูงกว่าสถานะเครดิตโดยลำพัง ของ PTTGC อยู่ 2 อันดับ

 

PTTGC มีสถานะทางธุรกิจที่อ่อนแอกว่า Alpek, S.A.B. de C.V (อันดับเครดิตที่ BB+/แนวโน้มเครดิตเป็นลบ) เล็กน้อย โดย Alpek เป็นผู้นำในธุรกิจ PTA PET rPET และ Expandable Polystyrene ในทวีปอเมริกา ในขณะที่ PTTGC เป็นบริษัทปิโตรเคมีชั้นนำในภูมิภาคอาเซียน ประมาณร้อยละ 92 ของรายได้ของ Alpek มาจากผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค ที่มีความผันผวนต่ำ  ในขณะที่การเข้าซื้อกิจการของ Allnex ได้ทำให้กำไรของ PTTGC มีเสถียรภาพมากขึ้น และทำให้อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้ (EBITDA Margin) ปรับตัวดีขึ้น อันดับเครดิตของ Alpek อยู่ในระดับสูงกว่าอันดับเครดิตโดยลำพังของ PTTGC อยู่ 1 อันดับ เนื่องจากอัตราส่วนหนี้สินของ Alpek อยู่ในระดับต่ำกว่าของ PTTGC

 

สถานะทางธุรกิจของ Synthos Spolka Akcyjna (อันดับเครดิตที่ BB/แนวโน้มเครดิตเป็นลบ) อ่อนแอกว่า PTTGC จากขนาดของธุรกิจที่เล็กกว่า การกระจายตัวของรายได้ที่น้อยกว่า และสถานะการเป็นผู้นำของผลิตภัณฑ์ที่อ่อนแอกว่า แม้ว่าธุรกิจ Synthetic Rubber จะแข็งแกร่งขึ้นหลังจากการเข้าซื้อทรัพย์สินจาก Trinseo Synthos มีอัตราส่วนหนี้สินที่ดีกว่า PTTGC เล็กน้อย ซึ่งไม่เพียงพอที่จะชดเชยสถานะทางธุรกิจที่อ่อนแอกว่า ทำให้ Synthos มีอันดับเครดิตเท่ากับอันดับเครดิตโดยลำพังของ PTTGC

 

สถานะทางธุรกิจของ PTTGC แข็งแกร่งที่สุดเมื่อเทียบกับบริษัทในธุรกิจการกลั่นน้ำมันและปิโตรเคมีในประเทศไทยที่ฟิทช์จัดอันดับเครดิต และมีอัตราส่วนหนี้สินที่ต่ำเมื่อเทียบกับคู่แข่งดังกล่าว PTTGC มีขนาดธุรกิจที่ใหญ่กว่าและมีการผลิตปิโตรเคมีที่มากกว่าเมื่อเทียบกับบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP (อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวที่ A+(tha)/แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ)  นอกจากนี้ PTTGC ยังมีอัตราส่วนกำไรที่สูงกว่า TOP

สมมุติฐานที่สำคัญ:

–               ราคาน้ำมันดิบ (เบรนท์) ที่ราคา 63 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2569 และ 2570 โดยต้นทุนการจัดหาน้ำมันดิบของ PTTGC ปรับด้วยส่วนต่างราคาตามที่เกี่ยวข้อง

–               ความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจปิโตรเคมียังคงอ่อนแอในปี 2569 เนื่องจากอุปทานใหม่และอุปสงค์ที่อ่อนแอกดดันส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี

–               ค่าการกลั่นที่ไม่รวมกำไร/ขาดทุนจากสต็อกน้ำมันที่ราคา 5.5 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2569 และ 2570

–               การขยายเทอมการชำระเงินค่าน้ำมันดิบจาก ปตท. ต่อเนื่องในปี 2569-2570

–               ค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนรวมและการลงทุนประมาณ 5.2 หมื่นล้านบาท ในปี 2569-2571

–               การจ่ายเงินปันผล 0.5 บาทต่อหุ้น ในปี 2569 และ 2570

–               รวมงบการเงินของบริษัทลูก บริษัท เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอส์ จำกัด (อันดับเครดิตภายในประเทศที่ ‘BBB(tha)’ แนวโน้มเครดิตเป็นลบ) ตามสัดส่วนการถือหุ้นของ PTTGC

 

การจัดอันดับโดย Corporate Rating Tool (CRT) ของฟิทช์ดังนี้ โดยใช้ CRT เพื่อประเมินสถานะเครดิตโดยลำพัง:

–               ปัจจัยด้านสถานะทางธุรกิจและสถานะทางการเงิน (การประเมิน, ความสำคัญสัมพัทธ์): การบริหารจัดการ (bbb, ต่ำกว่า), ลักษณะอุตสาหกรรม (bb+, ปานกลาง), สถานะทางการตลาดและการแข่งขัน (bbb-, ปานกลาง), การกระจายธุรกิจและคุณภาพสินทรัพย์ (bb+, สูงกว่า), ลักษณะการดำเนินงานของบริษัท (bbb-, ปานกลาง), ความสามารถในการทำกำไร (bb, ปานกลาง), โครงสร้างทางการเงิน (b+, สูงกว่า), และความยืดหยุ่นทางการเงิน (bb+, ปานกลาง)

–               ปัจจัยย่อยเชิงปริมาณด้านกำหนดเกณฑ์น้ำหนักในแต่ละช่วงเวลา: น้ำหนักร้อยละ 15 สำหรับปีคาดการณ์ 2569, ร้อยละ 20 สำหรับปีคาดการณ์ 2570, ร้อยละ 30 สำหรับปีคาดการณ์ 2571 และร้อยละ 35 สำหรับปีคาดการณ์ 2572

–               การประเมินธรรมาภิบาลที่ ‘Good’ ไม่ส่งผลต่อสถานะเครดิตโดยลำพัง

–               การประเมินสภาพแวดล้อมการดำเนินงานที่ ‘bbb+’ ไม่ส่งผลต่อสถานะเครดิตโดยลำพัง

–               สถานะเครดิตโดยลำพังอยู่ที่ ‘bb’

 

การกำหนดอันดับเครดิตสากลระยะยาว

การประยุกต์ใช้หลักเกณฑ์การจัดอันดับเครดิตของฟิทช์ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทแม่กับบริษัทลูก ส่งผลให้ใช้วิธีการประเมินจากฐานขึ้นบน (bottom-up) + 2 approach ทำให้อันดับเครดิตสากลระยะยาวอยู่ที่ ‘BBB-’

 

ปัจจัยที่อาจมีผลต่ออันดับเครดิตในอนาคต

ปัจจัยลบ:

–               EBITDA Net Leverage มีความไม่แน่นอนที่จะลดลงต่ำกว่า 4.0 เท่า ภายในปี 2571 จากภาวะตลาดที่อ่อนแออย่างต่อเนื่อง การขายสินทรัพย์ที่ล่าช้า หรือไม่เป็นไปตามแผนอย่างมีนัยสำคัญและแผนการลดต้นทุนของ PTTGC ภายใน 12-18 เดือน

–               แรงจูงใจในการให้การสนับสนุนจาก ปตท. ที่ลดลง

ปัจจัยบวก:

–               แนวโน้มอันดับเครดิตอาจถูกปรับกลับเป็นมีเสถียรภาพหาก EBITDA Net Leverage ลดลงต่ำกว่าระดับที่ฟิทช์อาจพิจารณาปรับลดอันดับเครดิต

 

สภาพคล่อง

PTTGC มีหนี้ทั้งหมดจำนวน 1.9 แสนล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 โดยหนี้จำนวน 1.1 หมื่นล้านบาทจะครบกำหนดชำระในอีก 12 เดือนข้างหน้า   สภาพคล่องของ PTTGC ได้รับการสนับสนุนจากเงินสดจำนวน 2.1 หมื่นล้านบาท และ กระแสเงินสดจากการขยายเทอมการชำระเงินเพื่อซื้อน้ำมันดิบกับ ปตท. นอกจากนี้ PTTGC มีความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ จากความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับ ปตท. และสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งจากการเป็นผู้นำในธุรกิจปิโตรเคมีในประเทศไทย

 

เกี่ยวกับบริษัท

PTTGC เป็นบริษัทผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีและกลั่นน้ำมันครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยมีกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีและเคมีจำนวน 14.3 ล้านตันต่อปี และมีกำลังการกลั่นน้ำมันที่ 2.8 แสนบาร์เรลต่อวัน ณ สิ้นปี 2568

Related Articles

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *