ในปี 2566 เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นจากการยกเลิกนโยบายโควิดเป็นศูนย์ แต่คาดว่าระดับการเติบโตจะยังคงต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ท่ามกลางความเสี่ยงจากภาคอสังหาริมทรัพย์และปัญหาทางรัฐภูมิศาสตร์ที่ยังคงอยู่
ในไตรมาส 4/2565 เศรษฐกิจจีนเติบโตชะลอลงอยู่ที่ 2.9%YoY จาก 3.5% YoY ในไตรมาส 3/2565 แต่สามารถเติบโตได้ดีกว่าตลาดคาดการณ์ที่ 1.6%1/ แม้ว่าจีนจะเผชิญกับจำนวนผู้ติดเชื้อที่กลับมาเร่งตัวในช่วงเดือนพ.ย.65 จนทำให้กลับมามีการล็อกดาวน์ในบางจุดในเมืองสำคัญ เช่น เจิ้งโจว กดดันความเชื่อมั่นผู้บริโภคให้ลดต่ำลงต่อเนื่องอยู่ที่ 85.5 (เดือนพ.ย.65) สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในจีนรุนแรงขึ้นจนเกิดการชุมนุมของกลุ่มผู้ประท้วงจนทำให้จีนมีการผ่อนคลายล็อกดาวน์ในหลายมาตรการสำคัญ
เช่น ยกเลิกการกักตัว รวมถึงจีนยังมีการปรับลดสัดส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR) และออกมาตรการช่วยเหลือภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยปัจจัยหนุนสำคัญของเศรษฐกิจจีนในไตรมาส 4/2565 มาจากการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร ขณะที่การจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคที่สะท้อนผ่านตัวเลขยอดค้าปลีกยังคงหดตัว แต่การทยอยผ่อนคลายโควิดเป็นศูนย์ในช่วงปลายปี 2565 ช่วยหนุนให้ยอดค้าปลีกหดตัวน้อยลงกว่าในไตรมาส 2/2565 ที่มีการปิดเมืองใหญ่ โดยในเดือนธ.ค.65 หดตัวน้อยกว่าคาดอยู่ที่ -1.8% YoY จาก -5.9% ในเดือนพ.ย.65 ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการซื้อยารักษาโรค
ตลอดทั้งปี 2565 เศรษฐกิจจีนเติบโตได้ที่ 3.0% ได้รับปัจจัยหนุนหลักมาจากการลงทุน โดยตลลอดทั้งปี การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรเติบโตอยู่ที่ 5.1% YoY ขณะที่การจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคได้รับปัจจัยกดดันจากมาตรการโควิดเป็นศูนย์ (-0.2% YoY) ด้านการส่งออกชะลอตัวในช่วงปลายปีจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง โดยทั้งปีเติบโตได้เพียง 2.0% YoY
การยกเลิกนโยบายโควิดเป็นศูนย์จะเข้ามาช่วยหนุนเศรษฐกิจจีนปี 2566 ให้ฟื้นตัวดีขึ้น นำโดยการใช้จ่ายภายในประเทศ ในขณะที่การค้าระหว่างประเทศได้รับแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงอย่างมาก
สถานการณ์การเปิดเมืองของจีนเกิดขึ้นเร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ท่ามกลางความเสี่ยงในเรื่องของระบบสาธารณสุข โดยอัตราการฉีดวัคซีนที่ยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะผู้สูงอายุและชนิดของวัคซีน (จีนใช้วัคซีนในประเทศที่เป็นเชื้อตาย) ดังนั้น ในช่วงแรกของการผ่อนคลายนโยบายโควิดเป็นศูนย์ กิจกรรมทางเศรษฐกิจจึงน่าจะยังไม่สามารถกลับมาได้เต็มที่ โดยเฉพาะในไตรมาสแรกที่คาดว่าเศรษฐกิจจีนอาจได้รับผลกระทบอย่างหนักจากประเด็นความพอเพียงด้านสาธารณสุขหลังจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งยังเป็นแรงกดดันความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และภาคธุรกิจ
อย่างไรก็ดี หลังผ่านเทศกาลตรุษจีนไปอีก 1-2 เดือน คาดว่าจำนวนผู้ติดเชื้อน่าจะผ่านจุดสูงสุดของการระบาดไปแล้วและทยอยลดลง ซึ่งคาดว่ามีแนวโน้มเกิดขึ้นในไตรมาส 2/2566 โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ มีแนวโน้มเร่งตัวกลับมาได้เพิ่มขึ้น เช่น การเดินทาง การท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจเริ่มกลับมาฟื้นตัว นำโดยการใช้จ่ายภายในประเทศที่มีสัดส่วนสำคัญถึง 52.4% ของ GDP (ตัวเลขไตรมาส 3 ปี 2565) เมื่อย้อนกลับไปดูในปี 2564 ที่จำนวนผู้ติดเชื้อในจีนกลับมาอยู่ในระดับต่ำหลังเผชิญการระบาดอย่างหนักในปี 2563 ยอดค้าปลีกของจีนฟื้นตัวได้ถึง 12.5% YoY ในปี 2565 จากหดตัวที่ –3.9%YoY ในปี 2563 หนุนให้ตัวเลข GDP ในปี 2564 เติบโตได้ถึง 8.1%YoY(ยังไม่มีการเปิดเมือง)
เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นได้ตั้งแต่ในไตรมาส 2/2566 ทั้งปัจจัยเรื่องฐานที่ต่ำ และสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศที่คาดว่าจะเริ่มดีขึ้น อย่างไรก็ตาม จีนจะเผชิญความเสี่ยงที่สำคัญหลายด้านที่ต้องจับตา คือ
เศรษฐกิจจีนในปี 2566 มีแนวโน้มเติบโตที่ 4.4% YoY โดยคาดว่าการเติบโตจะยังต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ท่ามกลางความเสี่ยงสำคัญที่ยังต้องจับตามอง
การเปิดประเทศของจีนที่เร็วกว่าที่คาดจะเข้ามาช่วยหนุนเศรษฐกิจจีนในปี 2566 โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวในไตรมาสที่ 2/2566 เป็นต้นไป นำโดยการบริโภคในประเทศ นอกจากนี้ แนวทางของทางการจีนที่มุ่งเน้นการเติบโตของเศรษฐกิจมากขึ้น สะท้อนทิศทางนโยบายการเงินและการคลังที่ผ่อนคลายต่อเนื่อง โดยนโยบายการคลังน่าจะมีโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้นและนโยบายการเงิน อาจมีการปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อลูกค้าชั้นดี (LPR)2/ ลงเพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและช่วยเหลือภาคอสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มเติบโตที่ 4.4% (ทางการจีนจะมีประกาศเป้าหมายทางเศรษฐกิจในเดือนมี.ค.66)