SCB CIO มอง AI กำลังก้าวสู่แรงขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก จากศักยภาพในการเพิ่มผลิตภาพและสร้างแหล่งรายได้ใหม่ ภายใต้เม็ดเงินลงทุน AI ทั่วโลกที่อาจสูงถึง 8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2573 โดยหาก AI เพิ่ม Productivity ได้ราว 1.5% จะช่วยหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเพิ่มรายได้รวมกว่า 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี แม้ valuation ตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ในระดับสูง แต่กำไรที่ยังเติบโตแข็งแกร่ง และพัฒนาการ AI ทำให้ valuation ที่สูงเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ข้อจำกัดหลักต่อผลตอบแทน ในระยะถัดไป พร้อมแนะลงทุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ เป็นหลักควบคู่กระจายไปยังญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน และอินเดีย รวมถึง ทองคำและเสริมพอร์ตด้วย Tech / AI , Renewable Energy และ Healthcare เพื่อรับโอกาสเติบโตในระยะถัดไป
.
นายศรชัย สุเนต์ตา, CFA รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Wealth & Investment Product ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า SCB CIO ได้แลกเปลี่ยนมุมมองการลงทุนกับ BlackRock ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนระดับโลก โดยประเมินว่า AI กำลังก้าวสู่การเป็นแรงขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก จากศักยภาพในการยกระดับผลิตภาพ (productivity) และการสร้างแหล่งรายได้ใหม่เป็นวงกว้าง ทั้งในภาคเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมอื่นๆ ภายใต้เม็ดเงินลงทุนทั่วโลกที่อาจสูงถึง 8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2573 หาก AI สามารถเพิ่ม productivity ได้ราว 1.5% จะช่วยผลักดันการเติบโตของ GDP สหรัฐฯ ให้สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวราว 2% และหนุนรายได้รวมของเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี ขณะที่ Consensus คาดว่ารายได้ของกลุ่ม hyperscalers จะเพิ่มขึ้นราว 1.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี จนถึงปี 2573
.
กำไรของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่เติบโตแข็งแกร่ง และการขยายตัวของ AI ไปหลายอุตสาหกรรม ทำให้ valuation ที่อยู่ในระดับสูง เพียงอย่างเดียวไม่ใช่ข้อจำกัดหลักต่อแนวโน้มผลตอบแทนในระยะถัดไป ขณะเดียวกัน ผลตอบแทนของหุ้นธีม AI มีแนวโน้มกระจายตัวมากขึ้น และถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยเฉพาะบริษัท เช่น พื้นฐานธุรกิจ ความสามารถในการเข้าถึงเงินทุน และระดับการใช้ประโยชน์จาก AI ส่งผลให้การคัดเลือกสินทรัพย์เชิงรุก (active selection) สำคัญมากขึ้น ภายใต้บริบทนี้ จึงยังคงมุมมองเปิดรับความเสี่ยง (risk-on) และเน้นลงทุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยคาดว่าการเติบโตของกำไรในกลุ่มเทคโนโลยีและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI จะยังเป็นแรงหนุนสำคัญของตลาด
.
การลงทุนด้าน AI มีการใช้เงินลงทุนจำนวนมากในช่วงต้น ขณะที่รายได้จะทยอยเกิดขึ้นในระยะยาว ส่งผลให้ภาคเอกชนจำเป็นต้องพึ่งพาการก่อหนี้มากขึ้น โดยแม้งบดุลบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังแข็งแกร่ง แต่ด้วยขนาดเงินลงทุนด้าน AI ที่สูงมาก ทำให้บริษัทต่างๆ จำเป็นต้องพึ่งพาแหล่งเงินทุนจากตลาดเครดิตทั้ง public และ private มากขึ้น ขณะเดียวกัน ระดับหนี้ภาครัฐที่อยู่ในระดับสูง และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ จำกัดบทบาทของภาครัฐในการสนับสนุนการลงทุนด้าน AI ซึ่งการก่อหนี้ที่เพิ่มขึ้นพร้อมกันทั้งภาครัฐและเอกชน มีแนวโน้มหนุนให้ bond yield ระยะยาว ปรับสูงขึ้น และเพิ่มความเปราะบางของระบบการเงินต่อแรงกระแทก (shocks) จากการที่ bond yield พุ่งขึ้นแบบเฉียบพลัน
.
ดังนั้น ภายใต้บริบทของการก่อหนี้ที่เพิ่มขึ้น SCB CIO มองว่า กลยุทธ์ตราสารหนี้ ควรหลีกเลี่ยงตราสารหนี้ระยะยาว แต่ยังคแนะนำลงทุนในพันธบัตรสหรัฐฯ (UST) และหุ้นกู้ Investment Grade (IG) สหรัฐฯ ระยะสั้น ขณะที่ ในฝั่งหุ้น ควรเน้น active selection โดยให้ความสำคัญกับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีอำนาจกำหนดราคา งบดุลที่แข็งแกร่ง และกระแสเงินสดที่มั่นคง
.
นอกจากนี้ ภายใต้ regime การลงทุนปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ถูกขับเคลื่อนโดย Mega Forces อย่างธีม AI ได้ทำให้ประสิทธิภาพของการกระจายความเสี่ยงแบบดั้งเดิมลดลงอย่างชัดเจน เห็นได้จากความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์ในพอร์ตหลายสินทรัพย์เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ UST ระยะยาว ไม่สามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงของพอร์ตได้เหมือนอดีต ส่งผลให้พอร์ตลงทุนหุ้นและตราสารหนี้แบบ 60/40 สูญเสียบทบาทในการลดความผันผวนเชิงระบบ และพอร์ตที่ดูเหมือนกระจายความเสี่ยงแล้ว อาจยังแฝงความเสี่ยงเชิงมหภาคที่กระจุกตัวอยู่
.
ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ประเด็นข้างต้นยิ่งชัดขึ้น ผลตอบแทนยังถูกขับเคลื่อนโดยปัจจัยร่วมเพียงไม่กี่ปัจจัยโดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับธีม AI สะท้อนจาก ผลตอบแทนของดัชนี S&P 500 แบบถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาดที่มากกว่า ดัชนีฯ แบบถ่วงน้ำหนักเท่ากัน ทำให้ความพยายามกระจายการลงทุนออกจากสหรัฐฯ หรือออกจากธีม AI ไม่ใช่การตัดสินใจที่เป็นกลางอีกต่อไป แต่เป็นการตัดสินใจเชิงรุก ซึ่งอาจมีต้นทุนค่าเสียโอกาสในระยะหลายปี ดังนั้น การกระจายความเสี่ยงในบริบทในปัจจุบัน ไม่ควรถูกตีความเป็นการออกจากธีมหลักของตลาด แต่ควรเสริมพอร์ตด้วย แหล่งผลตอบแทนที่มีลักษณะเฉพาะตัว (idiosyncratic returns) อย่าง private markets* และ hedge funds ควบคู่การบริหารพอร์ตเชิง tactical เพื่อรับมือโครงสร้างตลาดที่กระจุกตัวและเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
.
สำหรับคำแนะนำในพอร์ตลงทุนของ SCB CIO เน้นการคัดเลือก (Selective) มากขึ้น เช่น หุ้นในกลุ่ม Tech AI ที่กำไรมีแนวโน้มเติบโตค่อนข้างดี แต่ไม่ใช่ทุกบริษัทจะได้รับประโยชน์จากการลงทุนที่เท่ากัน การเลือกผู้ชนะจึงสำคัญ ดังนั้น จึงควรเน้นลงทุนเชิงรุก เพื่อค้นหากลุ่มที่สามารถสร้างรายได้ใหม่เพิ่มขึ้น โดยไม่จำกัดอยู่แค่บริษัทเทคโนโลยี แต่จะขยายไปสู่ภาคส่วนอื่นๆ ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสใหม่ ผ่านการกระจายพอร์ตให้หลากหลายมากขึ้น
.
การลงทุนในพอร์ตหลัก (Core Portfolio) แนะนำทยอยเข้าลงทุนระยะยาว โดยเน้น UST และหุ้นกู้ IG ระยะสั้น ควบคู่กับการลงทุนในสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐาน REITs และ Private Assets (สำหรับนักลงทุน Ultra-High Net Worth ที่รับความเสี่ยงได้สูงเท่านั้น) เพื่อสร้างกระแสเงินที่สม่ำเสมอ ในส่วนตลาดหุ้น เน้นลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้ได้รับอานิสงส์หลักจากการขยายตัวของธีม AI ขณะเดียวกัน เพิ่มโอกาสการลงทุนไปยังหุ้นกลุ่ม Tech AI นอกสหรัฐฯ เช่น ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ซึ่งโดดเด่นในกลุ่มชิปและห่วงโซ่ AI, ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ในฐานะผู้นำด้านเซมิคอนดักเตอร์ที่จำเป็นต่อ AI และตลาดหุ้นจีน (All-Share) จากนโยบายพึ่งพาตนเองในด้านเทคโนโลยีและการยกระดับศักยภาพ AI โดยภาครัฐ รวมถึง ตลาดหุ้นอินเดีย ซึ่งแม้มีน้ำหนักหุ้นกลุ่ม AI ไม่สูง แต่ได้แรงหนุนจากอุปสงค์ในประเทศเป็นหลัก เพื่อเสริมการเติบโตของพอร์ตในระยะยาว พร้อมแนะนำลงทุนในทองคำ เพื่อช่วยป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์
.
ส่วนการลงทุนในพอร์ตเสริม (Opportunistic Portfolio) สำหรับนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงสูง และต้องการลงทุนในระยะสั้น แนะนำเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลกที่เชื่อมโยงกับธีม Tech และ AI ที่มีแนวโน้มรายได้และกำไรเติบโตแข็งแกร่ง ขณะเดียวกัน แนะนำหุ้นกลุ่ม Renewable Energy ซึ่งได้อานิสงส์จากการขยายตัวของ AI และการลงทุน Data Center ที่จะหนุนความต้องการใช้ไฟฟ้าอย่างมากในระยะกลางถึงยาว นอกจากนี้ เสริมพอร์ตด้วยหุ้นกลุ่ม Healthcare ที่มีลักษณะ Defensive โดยมีความผันผวนของกำไรต่ำกว่าตลาดโดยรวม และยังได้แรงหนุนจากความชัดเจนด้านกฎเกณฑ์ควบคุมราคายา
.
ที่มา: EPS Monthly December 2025 – ก้าวข้ามขีดจำกัด…สู่ศักยภาพใหม่: มุมมองการลงทุนปี 2026
.
จัดทำโดย SCB CIO ณ วันที่ 24 ธันวาคม 2568 ทั้งนี้ ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละขณะเวลา ผู้ใช้ข้อมูลควรใช้ความระมัดระวังในการตัดสินใจลงทุน