SMPC เผยยอดขายทยอยฟื้นตัวกลับปกติตั้งแต่ไมาส 2/66 เป็นต้นไป ออเดอร์ตลาดต่างประเทศเริ่มกลับมา มั่นใจรายได้โตตามแผน ลุยขายถังแก๊ส 7.5 ล้านใบ พร้อมวางกลยุทธ์ในการขาย เน้นการเพิ่มการขายผลิตภัณฑ์ถังทนความดันต่ำประเภทอื่นๆเพิ่มมาร์จิ้น เจาะตลาดในภูมิภาคที่หลากหลายเพิ่มขึ้น เผยผลงานโค้งแรกถือว่าผนจุดต่ำสุดของปีนี้ไปแล้ว

นายสุรศักดิ์ เอิบสิริสุข กรรมการผ้จัดการ บริษัท สหมิตรถังแก๊ส จำกัด (มหาชน) หรือ SMPC ประกอบธุรกิจผลิตถังทนความดันแบบต่างๆ โดยผลิตภัณฑ์หลักเป็นถังสำหรับบร๊สปิโตรเลียมเหลว (LPG) ่อใช้เป็นเชื้อเพลิงหุงต้ม และสำหรับใช้เป็นแหล่งพลังงานรถยนต์ โดยจำหน่ายภายในและต่างประเทศ ภายใต้เครื่องมายการค้า “SMPC” รวมทั้งรับจ้างผลิตภายใต้เครื่องหมายการค้าต่างๆ  เปิดเผยว่า นวโน้มธุรกิจในช่วงไตรมาส 2/66 ยอดขายเริ่มฟื้นกลับมาเป็นปกติ ตั้งแต่ไตรมาสที่2/66 เป็นต้นไป และจะดีต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 3-ไตรมาส 4 ปีนี้ จจุบันคำสั่งซื้อจากลูกค้าต่างประเทศกลับเข้ามามากขึ้น

งบ Q1 ไม่ใช่เหตุการณ์ปกติของบริษัท แต่ไม่ใช่ภาพรวมทั้งปี แม้ยอดขาย มาร์จิ้น ลดลง แต่ฐานะการเงินของบริษัทยังมั่นคง สถานการณ์ตอนนี้ เดือนเม.ย.ที่ผ่านมา เทรนด์เริ่มดีขึ้นแม้จะมีวันหยุดเยอะ โดยเดือนพ.ค.-มิ.ย.เป็นช่วงขาขึ้นลูกค้าเริ่มกลับมา ปัจจุบันบริษัทมี Backlog ที่มีออเดอร์คำสั่งซื้อแน่นอนแล้วกว่า 1,780 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมงานประมูลแถบตะวันออกกลางอีกกว่าแสนใบ และล่าสุดเราได้งานประมูลในแถบอเมริกาเหนือมาอีก 1.2 ล้านใบ ซึ่งจะเริ่มส่งมอบ่วงปลายปีนี้ นายสุรศักดิ์ กล่าว

โดยแผนธุรกิจในปี 66 บริษัทตั้งเป้าปริมาณขายถังแก๊สเติบโตราว 20% จากปีที่ผ่านมา โดยมีปริมาณขายถังแก๊สจำนวน 7.5 ล้านใบ และคิดเป็น75% ของกำลังการผลิตทั้งหมด เชื่อว่าจากสภาพภาวะเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวจะสนับสนุนให้ผประกอบการดีขึ้น ยการเติบโตจะมาจากทั้งถังขนาดใหญ่และถังขนาดเล็ก พร้อมขยายกำลังผลิตในส่วนของถังขนาดใหญ่และถังประเภทอื่นเพิ่มขึ้นซึ่งยังมีความต้องการในตลาดอยู่อีกมาก และยังมีแผนบุกตลาดถังไฮแวลูเพิ่มขึ้นที่มีสัดส่วนแบ่งตลาดไม่มากนัก จะส่งผลให้อัตรากำไรของบริษัทดีขึ้น

ด้านงบลงทุนใปีนี้ บริษัทได้วางงบประมาณไว้ที่ราว 100 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนติดตั้งโรบอทเพิ่มเติม รวมถึงปรับปรุงเครื่องจักรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หลังจากที่เราเคยประสบปัญหาแรงงานขาดแคลนในช่วงก่อนหน้านี้ รวมทั้งเพื่อช่วยให้ภาพรวมของธุรกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต และยอดขายจะเริ่มฟื้นกลับมาเป็นปกติ ตั้งแต่ไตรมาสที่ 2/66 เป็นต้นไ

ปัจจุบันสถานการณ์ราคาเหล็กและค่าระวางเรือเริ่มทรงตัวสู่ภาวะปกติ เชื่อว่าจะหนุนให้ตลาดต่างประเทศ ลูกค้ากลับเข้ามาสั่งซื้อมากขึ้น โดยตลาดเอเชีย เช่น ศรีลังกา ปัจจุบันบริษัทได้ผ่านการประมูลงานในประเทศศรีลังกาแล้ว และจะเริ่มทยอยส่งงานในระยะถัดไป ขณะที่ตลาดบัลาเทศเริ่มมีการติดต่อเข้ามาเช่นกัน

ผลประกอบการของบริษัทฯ งวดไตรมาส 1/2566 บริษัทฯ อดขายรวมอยู่ที่ 816.03 ล้านบาท  โดยยอดขายลดลง 718.36 ล้านาท หรือ 46.8% เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มียอดขาย 1,534.39 ล้านบาท มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 47.99 ล้านบาท ลดลง 241.56 ล้านบาท หรือลดลง 83.4% จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 289.55ล้านบาท สาเหตุที่ยอดขายและกำไรลดลง

เนื่องจากปริมาณขายที่ลดลง จากภาวะเศรษฐกิจโลกโยรวมที่หดตัวส่งผลกระทบไปทั่วภูมิภาค เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรง การแข่งขันด้านราคาสูง ทำให้ลูกค้าชะลอการสั่งซื้อ นอกจากนี้ต้นทุนวัตถุดิบที่ลลงเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ทำให้มีการปรับราคาขายลดลงให้สอดคล้องกับราคาวัตถุดิบ

ถึงแม้ว่าภาพรวมของภาวะเศรษฐกิจโลกยังไม่ดีขึ้นมากนัก แต่บรษัทได้เร่งปรับนโยบายและกลยุทธ์ในการขาย โดยเน้นการเพิ่มการขายผลิตภัณฑ์ถังทนความดันต่ำประเภทอื่นๆเพิ่มเติม นอกจากถังแก๊สสำหรับใช้ตามครัวเรือนที่เป็นผลิตภัณฑ์หลักในปัจจุบัน เพื่อเพิ่มอัตราการทำกำไร นอกจากนี้ยังเร่งเข้าไปทำการตลาดในภูมิภาคที่หลากหลายเพิ่มขึ้น ทำให้ปัจุบันคำสั่งซื้อเริ่มกลับเข้ามาปกติ นายสุรศักดิ์ กล่าว

Related Articles

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *