นายมนู ตระกูลวัฒนะกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีคอน จำกัด เปิดเผยถึงภาพรวมธุรกิจรับสร้างบ้าน โดยระบุว่า จากข้อมูลของสมาคธุรกิจรับสร้างบ้าน ระบุว่า ในปี 2565 ธุรกิจรับสร้างบ้าน มีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 12,500 ล้านบาท เติบโตขึ้น 9% สะท้อนถึงความต้องการปลูกสร้างบ้านพักอาศัยของผู้บริโภคในตลาดยังคงมีจำนวนมาก อย่างไรก็ตามว่าตลาดรับสร้างบ้านในปี 2566 ยังมีโอกาสขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยคาดมูลค่าตลาดรับสร้างบ้านจะแตะระดับ 13,250 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากปี 2565

และด้วยจากความต้องการสร้างบ้านที่มองว่าจะมีเพิ่มมากขั้นตามเศรษฐกิจของประเทศในปี 2566 นี้บริษัทจึงมีแผนในการดำเนินธุรกิจผ่าน 3 กลยุทธ์หลักซึ่งประกอบด้วย 1.กลยุทธ์ความยั่งยืน ซึ่งบริษัทให้ความสำคัญกับการใช้วัสดุที่มีคุณภาพ มีการรับรองเรื่อง Carbon Footprint และนวัตกรรมสินค้าปลอดสารก่อมะเร็ง ซึ่งเป็นการรับผิดชอบต่อลูกค้า สังคม และสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังเป็นวัสดุภายในประเทศซึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ เสริมสร้างคุณภาพชีวิตและสุขภาพ พร้อมทั้งบริการติดตั้ง Solar Rooftop ให้กับบ้านของลูกค้าเพื่อช่วยประหยัดพลังงาน

2.ด้านกลยุทธ์การตลาดออนไลน์และออฟไลน์ บริษัทจะมีการพัฒนาเครื่องมือการตลาดใหม่ ๆ เพื่อเข้าถึงลูกค้าให้ได้มากที่สุด เพื่อขยายฐานลูกค้าในช่องทางออนไลน์ให้สอดรับกับการบริโภคสื่อที่เพิ่มขึ้น ส่วนช่องทางออฟไลน์มาร์เก็ตติ้ง ยังคงเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญที่เข้าถึงลูกค้าได้โดยตรง และ 3.กลยุทธ์ด้านการพัฒนาโปรดักต์ใหม่ โดยบริษัทเตรียมแบบบ้านใหม่ สไตล์โมเดิร์นมินิมอล โดยจะเปิดตัวพร้อมกันใน 2 งานใหญ่เดือนมีนาคมนี้

นอกจากนี้บริษัทมีแผนลงทุนสร้างโรงงานผลิตชิ้นส่วนสำเร็จรูปแห่งที่ 2 บนเนื้อที่กว่า 26 ไร่ มูลค่า 120 ล้านบาท บริเวณลำลูกกาคลอง 12 โดยตั้งเป้าการผลิตชิ้นส่วนสำเร็จรูปแบบเต็มกำลังการผลิตไว้ที่ จำนวน 120,000 ชิ้นต่อปี ในระยะแรก (เฟสที่ 1) จะผลิตประมาณ 60,000 ชิ้น ต่อปี เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจในอนาคต อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาที่ผ่านมาบริษัทได้มีการสร้างบ้านให้ลูกค้ามาแล้วกว่า 20,000 หลัง และยังไม่หยุดพัฒนา พร้อมมุ่งมั่นรักษามาตรฐานของผลงาน ที่มีความทันสมัยและตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามในปี 2566 นี้ บริษัทตั้งเป้าหมายมียอดขาย 2,500 ล้านบาท สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2565 ที่ผ่านมา บริษัทสามารถทำยอดขาย 1,900 ล้านบาท ซึ่งสัดส่วนยอดขายมาจากฐานลูกค้าที่มีความต้องการบ้านขนาดใหญ่ และเป็นตัวเลขที่สูงกว่าปี 2564 อยู่ประมาณ 50 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากการไม่หยุดนิ่งในด้านพัฒนากลยุทธ์การตลาด  และมองหาโอกาสใหม่ ๆ นอกจากนี้ยังมียอดเซ็นสัญญา 1,247 ล้านบาท สูงขึ้นจากปี 2564 ที่มียอด 1,007 ล้านบาท และเป็นยอดเซ็นสัญญาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัท

Related Articles

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *