ไทยต่อยอดบทบาทเจ้าภาพเวทีเศรษฐกิจโลก สู่ความร่วมมือพัฒนาคนไทยทุกช่วงวัย! รองนายกฯ “ยศชนัน” นำไทยเข้าร่วม Human Capital Project ลำดับที่ 101 พร้อมจับมือธนาคารโลกเปิดตัวโครงการยกระดับเด็กปฐมวัยคุณภาพสูง มุ่งขยายโอกาสสู่ทุกพื้นที่ ใช้มหาวิทยาลัยราชภัฏเป็นพี่เลี้ยงพัฒนาครูและศูนย์เด็กเล็ก ควบคู่ผลักดัน AI–Skill Bridge–Credit Bank เพิ่มโอกาสเรียนรู้ พัฒนาทักษะและสร้างอาชีพ รองโฆษกรัฐบาลย้ำ เป้าหมายสำคัญไม่ใช่แค่ความร่วมมือบนเวทีโลก แต่คือการทำให้เด็กไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพ และคนไทยทุกวัยมีโอกาสพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ประเทศไทยเดินหน้าต่อยอดโอกาสจากการเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026) สู่ความร่วมมือด้านการพัฒนาคนไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำประเทศไทยเข้าร่วมโครงการ Human Capital Project (HCP) ของธนาคารโลกอย่างเป็นทางการ ในฐานะสมาชิกลำดับที่ 101 พร้อมร่วมเปิดตัวโครงการขยายผลการพัฒนาเด็กปฐมวัยคุณภาพสูง เพื่อวางรากฐานการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของชีวิต

โครงการ HCP ริเริ่มโดยธนาคารโลกในปี 2561 เพื่อผลักดันให้รัฐบาลทั่วโลกลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์ ทั้งด้านสุขภาพ การศึกษา และทักษะที่จำเป็น ปัจจุบันมีรัฐบาลจากกว่า 100 ประเทศเข้าร่วม สะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาคนเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจและการสร้างโอกาสในระยะยาว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวเปิดโอกาสให้ประเทศไทยเชื่อมโยงองค์ความรู้และประสบการณ์จากนานาประเทศ เพื่อนำมาต่อยอดศักยภาพที่ไทยมีอยู่ ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ ครู นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัย และเครือข่ายนวัตกรรมทั่วประเทศ โดยมุ่งให้การลงทุนด้านการพัฒนาคนเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ยกระดับเศรษฐกิจ และลดความเหลื่อมล้ำในระยะยาว

“คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่า ประเทศไทยได้อะไรจากการเป็นเจ้าภาพประชุมระดับโลก แต่คือคนไทยจะได้รับประโยชน์อะไรจากความร่วมมือครั้งนี้ เพราะเวทีระดับโลกจะมีความหมายมากขึ้น เมื่อองค์ความรู้และความร่วมมือที่เกิดขึ้นสามารถนำมาต่อยอดเป็นโอกาสของประชาชนได้จริง”

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า หนึ่งในประเด็นสำคัญที่น่าจับตาคือ การเปิดตัวโครงการขยายผลการพัฒนาเด็กปฐมวัยคุณภาพสูง ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับธนาคารโลก มีเป้าหมายยกระดับมาตรฐานการดูแลและการเรียนรู้ของเด็กเล็กให้ครอบคลุมพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ที่ยังมีข้อจำกัดด้านบุคลากร องค์ความรู้ และทรัพยากรทางการศึกษา

โครงการดังกล่าวจะดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม โดยปรับบทบาทภาครัฐจากการเป็นผู้ดำเนินงานเองทั้งหมด มาเป็นกลไกกลางในการจัดหาเงินทุน บริหารผลสัมฤทธิ์ และประกันคุณภาพ ขณะที่ธนาคารโลกจะสนับสนุนการอำนวยความสะดวกตลอดโครงการ ส่วนมหาวิทยาลัยราชภัฏจะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงในการพัฒนาครูและผู้ดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เพื่อเสริมศักยภาพบุคลากรในพื้นที่ และวางระบบการดำเนินงานที่สามารถขยายผลได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

“เด็กไทยไม่ควรเสียโอกาสเพียงเพราะเกิดต่างจังหวัด อยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรือครอบครัวมีข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ การพัฒนาเด็กตั้งแต่ปฐมวัยจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากเด็กได้รับการดูแลและพัฒนาการเรียนรู้อย่างเหมาะสมตั้งแต่ต้น ย่อมช่วยวางรากฐานให้พร้อมสำหรับการศึกษา การทำงาน และการใช้ชีวิตในอนาคต”

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ประโยชน์ที่ประชาชนคาดหวังได้จากทิศทางความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะเด็กปฐมวัย แต่ยังครอบคลุมคนไทยทุกช่วงวัย ผ่านแนวทางการพัฒนาทุนมนุษย์ 5 มิติสำคัญ ได้แก่

1. เด็กไทยมีโอกาสเริ่มต้นชีวิตอย่างมีคุณภาพมากขึ้น ด้วยการลงทุนวิจัยด้านพัฒนาการเด็กปฐมวัย ควบคู่กับการพัฒนาระบบดูแลเด็กและเสริมศักยภาพครูและผู้ดูแลเด็ก เพื่อให้เด็กได้รับการส่งเสริมพัฒนาการอย่างเหมาะสมตั้งแต่ช่วงสำคัญของชีวิต

2. คนไทยเข้าถึงการศึกษาและทักษะแห่งอนาคต ผ่านการพัฒนาทักษะพื้นฐาน การจัดทำกฎหมายการศึกษา และการขับเคลื่อนซูเปอร์บอร์ดด้านทุนมนุษย์ (Human Capital Super Board) ควบคู่กับการนำ AI มาสนับสนุนการเรียนรู้เฉพาะบุคคล และโครงการ Skill Bridge ที่มุ่งปรับทักษะแรงงาน (Reskill) ให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน

3. เทคโนโลยีช่วยลดช่องว่างด้านสุขภาพ ผ่านแนวคิด AI for Zero Health Gap ที่มุ่งนำปัญญาประดิษฐ์มาเพิ่มโอกาสให้คนไทยเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม โดยประเทศไทยอยู่ระหว่างจัดตั้งคณะกรรมการสุขภาวะแห่งชาติเพื่อขับเคลื่อนแนวทางดังกล่าว

4. คนทำงานมีโอกาสเรียนรู้และพัฒนาตัวเองได้ตลอดชีวิต ผ่านระบบ Credit Bank และหลักสูตรระยะสั้น Micro-credentials ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนสะสมหน่วยกิตและต่อยอดการเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่องและยืดหยุ่น สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงาน

5. โอกาสการพัฒนาไม่กระจุกอยู่เฉพาะเมืองใหญ่ โดยใช้เครือข่ายมหาวิทยาลัยเป็นกลไกยกระดับทักษะของคนในแต่ละพื้นที่ พร้อมกระจายองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมสู่ภูมิภาค เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาตนเอง สนับสนุนการสร้างอาชีพ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของแต่ละพื้นที่ให้เติบโตไปพร้อมกัน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า การพัฒนาทุนมนุษย์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตเศรษฐกิจไทย เพราะในยุคที่เทคโนโลยี AI เข้ามาเปลี่ยนโลกการทำงาน ความได้เปรียบของประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเข้าถึงเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถของประชาชนในการเรียนรู้ ปรับตัว และใช้เทคโนโลยีสร้างมูลค่าเพิ่มได้จริง

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีจุดแข็งจากเครือข่ายสถาบันการศึกษาและบุคลากรในระดับภูมิภาค ซึ่งสามารถทำหน้าที่เชื่อมองค์ความรู้ระดับโลกเข้ากับปัญหาและความต้องการของชุมชนได้ ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นโอกาสในการนำศักยภาพที่มีอยู่มาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

“ประเทศไทยมีคนเก่ง มีงานวิจัย มีมหาวิทยาลัย และมีศักยภาพด้านเทคโนโลยีอยู่แล้ว โจทย์สำคัญคือจะเชื่อมศักยภาพเหล่านี้ให้เข้าถึงประชาชนได้อย่างไร เพราะการพัฒนาประเทศจะมีความหมาย ก็ต่อเมื่อประชาชนในทุกพื้นที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากการพัฒนานั้นด้วย”

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การเข้าร่วม Human Capital Project ของธนาคารโลกเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการขยายความร่วมมือด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศไทย โดยสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญต่อจากนี้คือการเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ทั้งการยกระดับคุณภาพศูนย์เด็กเล็ก การเพิ่มโอกาสเข้าถึงการศึกษา การพัฒนาทักษะแรงงาน และการติดตามผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับประชาชน เพื่อให้ความร่วมมือครั้งนี้นำไปสู่โอกาสในการพัฒนาคนไทยอย่างเป็นรูปธรรม

Related Articles

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *