สศค. เผยเศรษฐกิจไทยเดือนกันยายน 2569 ยังได้แรงหนุนจากการส่งออกที่ขยายตัว 24% โตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 27 ขณะที่ยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งใหม่พุ่ง 27.4% การนำเข้าสินค้าทุนเพิ่ม 83.4% สวนทางภาคท่องเที่ยวที่ยังซบเซา นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 10.5% เหลือ 2 ล้านคน ความเชื่อมั่นผู้บริโภคถอยเหลือ 52.1 จากปัญหาน้ำท่วมและค่าครองชีพสูง จับตาราคาพลังงาน ความขัดแย้งตะวันออกกลาง และมาตรการการค้าสหรัฐฯ กระทบต้นทุนและเศรษฐกิจไทย
นายปัณณ์ อนันอภิบุตร ผู้อำนวยการกองนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ในฐานะรองโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนกันยายน 2569 ว่า “สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนกันยายน 2569 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวต่อเนื่องของการส่งออกสินค้าและการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน อย่างไรก็ดี การท่องเที่ยวยังคงชะลอตัว ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามทิศทางราคาพลังงาน สถานการณ์ตลาดเงินและตลาดทุน และสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน ต้นทุนการผลิต และการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย”
เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณขยายตัวต่อเนื่องจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเฉพาะการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน ปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่และรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ในเดือนกันยายน 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนร้อยละ 27.4 และ 11.6 ตามลำดับ และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลร้อยละ 3.0 และ 0.8 ตามลำดับ ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 52.1 จาก 53.2 ในเดือนก่อนหน้า จากปัญหาอุทกภัยในหลายพื้นที่และภาระค่าครองชีพสูง
เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชนมีสัญญาณดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน การลงทุนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักรสะท้อนจากปริมาณนำเข้าสินค้าทุนเพิ่มขึ้นร้อยละ 83.4 และเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลร้อยละ 42.8 ขณะที่ปริมาณรถยนต์เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่ลดลงร้อยละ 3.5 สำหรับการลงทุนด้านก่อสร้าง ปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ลดลงร้อยละ 4.6 จากปีก่อน แต่เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.8 จากเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล
มูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐเดือนกันยายน 2569 อยู่ที่ 38,438.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนร้อยละ 24.0 ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 27 หากไม่รวมน้ำมัน สินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับทองคำ และยุทธปัจจัย การส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 28.2 โดยเครื่องโทรศัพท์ขยายตัวร้อยละ 117.5 เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบร้อยละ 59.4 และแผงวงจรไฟฟ้าร้อยละ 45.9 ส่วนผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ยางพารา อาหารสัตว์เลี้ยง และกุ้งสด แช่เย็น แช่แข็ง ขยายตัวร้อยละ 34.8, 29.8, 17.2 และ 15.6 ตามลำดับ ขณะที่น้ำตาลทรายและเครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบปรับลดลง
ตลาดส่งออกหลักที่ขยายตัว ได้แก่ สหรัฐฯ ร้อยละ 50.1 ออสเตรเลียร้อยละ 37.7 สหภาพยุโรปร้อยละ 34.0 ญี่ปุ่นร้อยละ 19.0 และจีนร้อยละ 18.4 ขณะที่อินเดียและตะวันออกกลางลดลงร้อยละ 1.6 และ 8.7 ตามลำดับ
ด้านอุปทาน ภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่การท่องเที่ยวยังคงชะลอตัว เดือนกันยายน 2569 มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 22.5 ล้านคน ลดลงร้อยละ 0.9 จากปีก่อน และร้อยละ 2.4 จากเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติมี 2.00 ล้านคน ลดลงร้อยละ 10.5 จากปีก่อน และร้อยละ 6.0 จากเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล
ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนกันยายน 2569 เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.0 จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.6 จากเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 90.7 จาก 89.7 และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทยเพิ่มขึ้นเป็น 54.3 จาก 53.8 ซึ่งสูงกว่าระดับ 50 สะท้อนการขยายตัว
เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนกันยายน 2569 อยู่ที่ร้อยละ 2.82 เงินเฟ้อพื้นฐานร้อยละ 1.50 หนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2569 อยู่ที่ร้อยละ 67.9 ต่อ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง ส่วนทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2569 อยู่ที่ 276.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
สถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังขยายตัว โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อรวมทั่วโลก (Global Composite PMI) เดือนกันยายน 2569 อยู่ที่ 54.3 ดัชนีภาคการผลิต (Global Manufacturing PMI) อยู่ที่ 53.0 เพิ่มขึ้นจาก 52.3 และดัชนีภาคบริการ (Global Service PMI) อยู่ที่ 54.5 เพิ่มขึ้นจาก 53.6 อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความเสี่ยงการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังสร้างความไม่แน่นอนต่อต้นทุนพลังงานและการขนส่ง รวมถึงมาตรการการค้าสหรัฐฯ และการตอบโต้จากประเทศคู่ค้า
สำหรับตลาดการเงินไทย ณ วันที่ 27 ตุลาคม 2569 มูลค่าการซื้อขายหุ้นไทยอยู่ที่ประมาณ 67,040.05 ล้านบาท นักลงทุนบุคคลทั่วไปในประเทศขายสุทธิ 1,102.20 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันในประเทศซื้อสุทธิ 719.61 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 569.84 ล้านบาท และนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 952.44 ล้านบาท
ตั้งแต่วันที่ 1–27 ตุลาคม 2569 นักลงทุนบุคคลทั่วไปในประเทศซื้อสุทธิ 519.82 ล้านบาท สถาบันในประเทศซื้อสุทธิ 5,938.24 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 3,885.87 ล้านบาท และนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 2,572.19 ล้านบาท ส่วนตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนบุคคลทั่วไปในประเทศซื้อสุทธิ 54,772.56 ล้านบาท สถาบันในประเทศขายสุทธิ 79,981.28 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์มียอดสะสม 2,670.69 ล้านบาท และนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 22,538.02 ล้านบาท
ตลาดตราสารหนี้ ณ วันที่ 27 ตุลาคม 2569 นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 534.00 ล้านบาท แต่เดือนตุลาคมถึงวันที่ 27 มีการซื้อสุทธิสะสม 22,137.40 ล้านบาท ทำให้ตั้งแต่ต้นปีมีสถานะซื้อสุทธิรวม 15,115.33 ล้านบาท สะท้อนกระแสเงินทุนที่ไหลกลับเข้าสู่ตลาดตราสารหนี้ไทยในเดือนตุลาคม ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก