อินโฟกราฟิกมาตรการภาษีบรรเทาและฟื้นฟูผลกระทบอุทกภัยปี 2569

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สถานการณ์อุทกภัยตั้งแต่เดือนกันยายน 2569 ส่งผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการในหลายจังหวัด ทั้งการสูญเสียชีวิต ทรัพย์สิน ที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ เครื่องจักร และสถานประกอบการ ตลอดจนทำให้รายได้ลดลงหรือขาดหาย ขณะที่ภาระค่าครองชีพและหนี้สินยังคงอยู่ กระทรวงการคลังจึงร่วมกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจออกมาตรการด้านการเงินและภาษี เพื่อช่วยบรรเทาภาระและสนับสนุนการฟื้นฟูชีวิตและธุรกิจ

มาตรการด้านการเงิน

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบมาตรการบรรเทาและช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยปี 2569 ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) ซึ่งประกอบด้วยการพักชำระเงินต้นและ/หรือดอกเบี้ย การลดดอกเบี้ย และการขยายระยะเวลาชำระหนี้ตามความเหมาะสม โดยมาตรการสำหรับผู้ประกอบการมีระยะเวลา 6 เดือน เพื่อบรรเทาภาระช่วงขาดรายได้

สำหรับผู้ที่ต้องซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย สนับสนุนสินเชื่อเงื่อนไขผ่อนปรน วงเงินไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อราย ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0–1.99% ต่อปี ระยะเวลากู้สูงสุด 40 ปี ส่วนประชาชนที่ต้องการเงินฉุกเฉินสามารถขอสินเชื่อเสริมสภาพคล่องจากธนาคารออมสิน วงเงินไม่เกิน 50,000 บาทต่อราย อัตราดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก ขณะที่ ธ.ก.ส. สนับสนุนสินเชื่อเกษตรกรเพื่อเสริมสภาพคล่องและซ่อมแซมเครื่องมือการเกษตรที่เสียหาย

ด้านผู้ประกอบการ ธนาคารออมสิน ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ให้สินเชื่อฟื้นฟูกิจการวงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อราย ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0–3.25% ต่อปี ระยะเวลากู้สูงสุด 7 ปี ส่วนธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนชั่วคราวไม่เกิน 20% ของวงเงินเดิม และไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อราย ดอกเบี้ยตามสัญญาเดิม ระยะเวลากู้สูงสุด 1 ปี พร้อมมาตรการพักค่าธรรมเนียมค้ำประกันสินเชื่อและค่าจัดการค้ำประกันสำหรับผู้ประกอบการที่เข้าเงื่อนไขของ บสย.

ธอส. ยังมีมาตรการประนอมหนี้ระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี 6 เดือน หรือพิจารณาเป็นรายกรณี และ ธอส. กับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยมีมาตรการพิจารณาสินไหมเร่งด่วน (Fast Track) สำหรับลูกค้าที่ทำกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย

สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำฟื้นฟู SMEs วงเงิน 30,000 ล้านบาท

คณะรัฐมนตรีรับทราบโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ของธนาคารออมสิน ซึ่งจัดสรรเงินให้สถาบันการเงินภายใต้วงเงินโครงการ 30,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมให้มีเงินทุนหมุนเวียน ซ่อมแซมและฟื้นฟูสถานประกอบการและทรัพย์สินที่เสียหาย โดยกำหนดดอกเบี้ยสำหรับ SMEs ไม่เกิน 3.50% ต่อปีใน 2 ปีแรก และไม่เกิน 5.00% ต่อปีในปีที่ 3–5 วงเงินกู้ต่อรายรวมทุกสถาบันไม่เกิน 30 ล้านบาท ระยะเวลากู้สูงสุด 5 ปี พร้อมเห็นชอบแยกบัญชีมาตรการเป็นบัญชีธุรกรรมนโยบายรัฐ (Public Service Account: PSA) ผู้ได้รับผลกระทบสามารถติดต่อสถาบันการเงินที่เข้าร่วมมาตรการเพื่อขอรับความช่วยเหลือ

มาตรการภาษี ลดหย่อนค่าซ่อมบ้านและรถ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้บุคคลธรรมดาที่ทรัพย์สินเสียหายจากน้ำท่วมในพื้นที่ที่ทางราชการประกาศเป็นเขตประสบสาธารณภัยหรือเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม ถึง 31 ธันวาคม 2569 นำค่าใช้จ่ายที่จ่ายจริงในช่วงเวลาดังกล่าวมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามเงื่อนไข

ค่าใช้จ่ายซ่อมแซม ทำความสะอาด หรือซื้อวัสดุอุปกรณ์สำหรับอาคาร ห้องชุด และทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง สามารถหักลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาท โดยผู้ใช้สิทธิต้องเป็นเจ้าของ ผู้เช่า หรือผู้ใช้ประโยชน์ ส่วนค่าซ่อมแซมรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง หักลดหย่อนได้ไม่เกิน 30,000 บาท โดยผู้ใช้สิทธิต้องเป็นเจ้าของหรือผู้เช่าซื้อ หากมีทรัพย์สินหรือรถเสียหายหลายแห่งหรือหลายคัน ให้นำค่าใช้จ่ายมารวมกันภายใต้เพดานที่กำหนด ทั้งนี้เป็นการลดหย่อนภาษีจากค่าใช้จ่ายจริง ไม่ใช่เงินชดเชยจ่ายให้โดยตรง

นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีอนุมัติยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับเครื่องจักรและชิ้นส่วนใหม่ที่นำเข้ามาทดแทนหรือซ่อมแซมความเสียหายจากน้ำท่วม สำหรับผู้ประกอบกิจการโรงงาน โรงแรม และที่พักที่เข้าเกณฑ์ในเขตช่วยเหลือภัยพิบัติ โดยของต้องนำไปใช้ในกิจการของผู้มีสิทธิและต้องมีหนังสือรับรองตามหลักเกณฑ์ กำหนดใช้มาตรการถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570

ขยายเวลายื่นภาษีและต่อใบอนุญาต

กรมสรรพากรขยายกำหนดเวลายื่นแบบและชำระภาษีสำหรับผู้เข้าเงื่อนไขในพื้นที่ประสบอุทกภัย ซึ่งมีกำหนดครบกำหนดระหว่างวันที่ 1 กันยายน ถึง 29 ธันวาคม 2569 ออกไปเป็นวันที่ 30 ธันวาคม 2569 ครอบคลุมภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะบางประเภท และอากรแสตมป์ ทั้งการยื่นผ่านกระดาษและออนไลน์ ส่วนกรณีน้ำท่วมก่อน 1 กันยายน กรมสรรพากรอยู่ระหว่างดำเนินการออกประกาศเพิ่มเติม

กรมสรรพสามิตขยายกำหนดยื่นแบบและชำระภาษี รวมถึงการส่งงบเดือนของผู้ประกอบอุตสาหกรรมและสถานบริการที่เข้าเงื่อนไขในพื้นที่น้ำท่วม จากกำหนดระหว่างเดือนกันยายนถึงตุลาคม 2569 ออกไปถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2569 รวมถึงขยายกำหนดต่อใบอนุญาตผลิตหรือขายสุรา ยาสูบ และขายไพ่ ที่หมดอายุระหว่างวันที่ 1 กันยายน ถึง 31 ตุลาคม 2569 เป็นวันที่ 15 พฤศจิกายน 2569

ประกันภัยพิบัติคุ้มครองที่อยู่อาศัย 30 ล้านหลังคาเรือน

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย และสำนักงาน คปภ. ร่วมกันจัดทำโครงการจัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่มและประกันอุบัติเหตุกลุ่ม คุ้มครองภัยหลัก 3 ประเภท ได้แก่ น้ำท่วม วาตภัย และแผ่นดินไหว ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 1 ตุลาคม 2570 โดยกรมธรรม์ที่อยู่อาศัยกลุ่มมีเป้าหมายคุ้มครองประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศ วงเงินสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อหลังคาเรือน ส่วนกรมธรรม์อุบัติเหตุกลุ่มคุ้มครองกรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงจากอุบัติเหตุเนื่องจากภัยพิบัติ วงเงินรวมไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อคน ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ ผู้ประสบภัยสามารถขอรับสินไหมผ่านเว็บไซต์ www.thainatcat.org

โฆษกกระทรวงการคลังระบุว่า เป้าหมายของชุดมาตรการไม่ได้จำกัดเพียงการซ่อมแซมทรัพย์สินหรือทำให้กิจการกลับมาเปิดได้อีกครั้ง แต่ยังมุ่งช่วยให้ประชาชนกลับมามีรายได้ ลดข้อจำกัดด้านภาระหนี้และเงินทุน เพื่อฟื้นฟูชีวิตและการประกอบอาชีพอย่างต่อเนื่อง

Related Articles

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *