ฟิทช์ เรทติ้งส์ ประกาศคงอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาว (Long-Term Issuer Default Rating) ของ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB ที่ ‘BBB’ แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ พร้อมกันนี้ฟิทช์ได้คงอันดับเครดิตสนับสนุนจากรัฐบาล (Government Support Rating: GSR) ของธนาคารที่ ‘bbb’ อันดับความแข็งแกร่งทางการเงิน (Viability Rating: VR) ที่ ‘bbb-‘ และอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะสั้นที่ ‘F2’
ทั้งนี้ฟิทช์ ยังประกาศคงอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวที่ ‘AA+(tha)’ โดยมีแนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ รายละเอียดทั้งหมดของอันดับเครดิตแสดงไว้ในส่วนท้ายประกาศนี้
ปัจจัยสนับสนุนอันดับเครดิต
การสนับสนุนจากรัฐบาลเป็นปัจจัยหนุนอันดับเครดิต: อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศและอันดับเครดิตภายในประเทศของ TTB มีปัจจัยในการพิจารณามาจากอันดับเครดิตสนับสนุนจากรัฐบาล ซึ่งสะท้อนถึงมุมมองของฟิทช์ว่ามีโอกาสสูงที่รัฐบาลไทย (BBB+/Negative) จะให้การสนับสนุนเป็นพิเศษ (extraordinary support) แก่ธนาคาร ในกรณีที่จำเป็น อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะสั้น ที่ ‘F2’ เป็นตัวเลือกที่สูงกว่า สะท้อนถึงโอกาสที่รัฐบาลจะให้การสนับสนุนแก่ธนาคารมีความแน่นอนมากกว่าในระยะสั้น
อันดับเครดิตภายในประเทศยังพิจารณาถึงโครงสร้างเครดิตของ TTB เปรียบเทียบกับธนาคารหรือบริษัทอื่นที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตภายในประเทศด้วยและสะท้อนถึงความคาดหมายว่าธนาคารมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับธนาคารหรือบริษัทอื่นในประเทศ
อันดับเครดิตสนับสนุนจากรัฐบาลสะท้อนถึงความสำคัญเชิงระบบของธนาคาร: อันดับเครดิตสนับสนุนจากรัฐบาลของ TTB สะท้อนมุมมองของฟิทช์ว่ามีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลจะให้การสนับสนุนเป็นพิเศษแก่ธนาคารในกรณีที่จำเป็น โดย TTB เป็นหนึ่งในหกธนาคารที่มีความสำคัญเชิงระบบในประเทศ (D-SIB) ซึ่งสะท้อนถึงขนาดและระดับความเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจและการเงิน นอกจากนี้อันดับเครดิตสนับสนุนจากรัฐบาล ยังพิจารณารวมถึงการถือหุ้นบางส่วนจากกระทรวงการคลัง แต่ทั้งนี้ประเด็นดังกล่าวจะไม่ใช่ปัจจัยหลักในการกำหนดอันดับเครดิต
ภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอจำกัดการเติบโตของธนาคาร: เศรษฐกิจไทยยังคงขยายตัวในอัตราที่ช้ากว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ซึ่งจำกัดศักยภาพการเติบโตของธนาคาร แม้ว่าผลการดำเนินงานโดยรวมของธนาคารไทยที่ผ่านมายังคงอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างดี อันดับคะแนนปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมในการดำเนินงานของภาคธนาคารไทยสะท้อนมุมมองของฟิทช์ที่ว่ารัฐบาลไทยมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพของตลาดการเงิน
เครือข่ายธุรกิจลูกค้ารายย่อยภายในประเทศที่แข็งแกร่ง: TTB เป็นธนาคารที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับหกของประเทศไทย มีจุดแข็งเป็นพิเศษในด้านการให้บริการลูกค้ารายย่อยและด้านธุรกรรมธนาคาร (transactional banking) อีกทั้งยังเป็นผู้นำตลาดในสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ การพิจารณาอันดับคะแนนด้านโครงสร้างธุรกิจยังสะท้อนถึงการที่ธนาคารมีขนาดธุรกิจที่เล็กกว่าและมีความหลากหลายในผลิตภัณฑ์น้อยกว่าธนาคารขนาดใหญ่อื่น ซึ่งอาจเป็นปัจจัยจำกัดความสามารถในการหารายได้ในระยะยาวได้ ฟิทช์มองว่าโครงสร้างธุรกิจเป็นปัจจัยสำคัญที่จำกัดอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินของธนาคาร
โครงสร้างความเสี่ยงที่ค่อนข้างทรงตัว: โครงสร้างความเสี่ยงของ TTB สะท้อนถึงความสม่ำเสมอในการรักษาระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (risk appetite) และผลิตภัณฑ์ของธนาคารที่มีความหลากหลายน้อยกว่าธนาคารขนาดใหญ่ มาตรฐานในการพิจารณาสินเชื่อและการอนุมัติการให้สินเชื่อของธนาคารมีความเข้มงวดเพิ่มขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา ส่งผลให้สินเชื่อรวมของธนาคารหดตัวลง 11% ในช่วงตั้งแต่ธันวาคม 2566 ถึงมีนาคม 2569 ซึ่งน่าจะช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต ฟิทช์คาดว่า TTB จะยังคงมีความระมัดระวังในการเติบโตสินเชื่อต่อไปในอีก 1-2 ปีข้างหน้า
ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ยังคงอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้: อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวมของ TTB ปรับขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 3.3% ในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ( ปี 2568: 3.2%, 2567: 3.1%) ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากยอดสินเชื่อที่ลดลง ฟิทช์คาดว่าธนาคารจะได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมในปี 2569-2070 เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจยังคงมีแนวโน้มที่อ่อนแอ แต่อย่างไรก็ตามการธนาคารน่าจะยังมีความสามารถในการรองรับความเสี่ยงที่เพียงพอ ด้วยอัตราส่วนสำรองหนี้สูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพที่ 154% ในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ( ปี 2568: 152%)
ความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้นต่อเนื่อง: ฟิทช์ได้ปรับเพิ่มอันดับคะแนนปัจจัยด้านรายได้และความสามารถในการทำกำไรของธนาคาร เป็น ‘bbb-/แนวโน้มอันดับคะแนนมีเสถียรภาพ’ จาก ‘bb+/แนวโน้มอันดับคะแนนเป็นบวก’ ธนาคารมีอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่ 1.9% ในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ( ปี 2568: 1.8%) และฟิทช์คาดว่าธนาคารจะยังคงสามารถรักษาอัตราส่วนดังกล่าวให้อยู่ในระดับที่สูงกว่า 1.5% ได้แม้เผชิญแรงกดดันบ้างในปี 2569 จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง และสภาวะทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ฟิทช์ไม่คาดว่าค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองหนี้สูญจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากระดับสำรองหนี้สูญ ณ ปัจจุบันน่าจะเพียงพอ
ฐานะเงินกองทุนที่ยังคงแข็งแกร่ง: อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของผู้ถือหุ้นสามัญต่อสินทรัพย์เสี่ยง (CET1 ratio) ของ TTB อยู่ที่ 17.7% ในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ( ปี 2568: 17.5%, ปี 2567: 16.9%) ฟิทช์คาดว่าอัตราส่วนดังกล่าวได้ผ่านจุดสูงสุดแล้วและมีแนวโน้มที่จะลดลงในปี 2569-2570 เนื่องจากแผนการซื้อหุ้นคืนที่ได้มีการขยายระยะเวลาออกไป อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการซื้อหุ้นคืนน่าจะถูกลดทอนลงบ้างจากผลกำไรที่ต่อเนื่อง และการเติบโตของสินเชื่อในระดับต่ำ ทั้งนี้ฟิทช์คาดว่าอัตราส่วนเงินกองทุนของธนาคารขั้นต่ำจะอยู่ที่ 16% ซึ่งจะเป็นกันชนที่แข็งแกร่งในการรองรับความเสี่ยงที่ไม่คาดคิดได้
สภาพคล่องที่มีเสถียรภาพ: ฟิทช์คาดว่าความสามารถในการระดมเงินทุนและสภาพคล่องของ TTB จะยังคงมีอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายทางธุรกิจด้านเงินฝากที่แข็งแกร่งของธนาคาร โดยอัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากอยู่ที่ 94.5% ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 (ปี 2568: 95.6%) และธนาคารยังมีฐานะสภาพคล่องที่ดี โดยอัตราส่วนการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องเพื่อรองรับกระแสเงินสดที่อาจไหลออกในภาวะวิกฤต (Liquidity Coverage Ratio) อยู่ที่ 231% ณ สิ้นปี 2568
ปัจจัยที่อาจมีผลต่ออันดับเครดิตในอนาคต
ปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบเชิงลบหรือส่งผลให้เกิดการปรับลดอันดับเครดิต (ปัจจัยเดียวหรือหลายปัจจัยรวมกัน)
อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวและอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของธนาคารอาจถูกปรับลดอันดับลง หากอันดับเครดิตสนับสนุนจากรัฐบาลมีการปรับลดลง อันดับเครดิตสนับสนุนจากรัฐบาลของ TTB อาจถูกปรับลดอันดับลงหากอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวของประเทศไทยถูกปรับลดอันดับ นอกจากนี้อันดับเครดิตสนับสนุนจากรัฐบาลยังอาจถูกปรับลดอันดับได้หากความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของ TTB มีการปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หรือ มีการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ในการกำกับดูแล แต่อย่างไรก็ตามฟิทช์ไม่คาดว่าทั้งสองเหตุการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นในระยะสั้น
อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะสั้น อาจถูกปรับลดอันดับหากอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวถูกปรับลดอันดับ
ทั้งนี้การพิจารณาอันดับเครดิตภายในประเทศยังพิจารณารวมถึงโครงสร้างเครดิตที่เปรียบเทียบกับธนาคารหรือบริษัทอื่นที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตในประเทศไทย
อันดับความแข็งแกร่งทางการเงินของ TTB อาจถูกปรับลดอันดับ หากอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญในด้านต่างๆ ปรับตัวด้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเหตุการ์ดังกล่าวอาจเกิดได้จาก กรณีตัวอย่างเช่น อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพเฉลี่ย 4 ปี ที่สูงเกิน 4% อัตราส่วนสำรองหนี้สูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพที่ต่ำกว่า 120% การปรับตัวลดลงของอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ส่วนที่เป็นเจ้าของ ลงไปต่ำกว่า 13% และ อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานต่อสินทรัพย์เสี่ยงเฉลี่ยลดลงไปต่ำกว่า 1.5%
ปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบเชิงบวกหรือส่งผลให้เกิดการปรับเพิ่มอันดับเครดิต (ปัจจัยเดียวหรือหลายปัจจัยรวมกัน)
แนวโน้มอันดับเครดิตของอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวอาจได้รับการปรับเป็น “แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ” หากแนวโน้มอันดับเครดิตของอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวของประเทศไทยได้รับการปรับเป็น “แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ”
อันดับเครดิตสนับสนุนจากรัฐบาล อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาว และอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว อาจได้รับการปรับเพิ่มอันดับ หากอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวของประเทศไทยได้รับการปรับเพิ่มอันดับ แต่อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ดังกล่าวไม่น่าเกิดขึ้นได้ในระยะสั้นถึงระยะปานกลาง เนื่องจากปัจจุบันอันดับเครดิตของประเทศไทยมีแนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ
อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะสั้น อาจถูกปรับเพิ่มอันดับหากอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวถูกปรับเพิ่มอันดับ เป็น ‘BBB+’ และยังคงพิจารณาจากอันดับเครดิตสนับสนุนจากรัฐบาล
การปรับเพิ่มอันดับเครดิตภายในประเทศจะพิจารณาเปรียบเทียบกับธนาคารและบริษัทอื่นที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตภายในประเทศด้วย อันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้นของ TTB เป็นอันดับเครดิตสูงสุดแล้ว จึงไม่มีโอกาสปรับเพิ่มอีก
อันดับความแข็งแกร่งทางการเงิน อาจได้รับการปรับเพิ่มอันดับ หาก โครงสร้างเครดิตของ TTB ปรับตัวความแข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก ซึ่งนำไปสู่การปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความสามารถในการแข่งขันและผลประกอบการ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวอาจบ่งชี้ได้จากกรณี ตัวอย่างเช่น การที่ธนาคารมีผลประกอบการที่ดีขึ้นและสามารถรักษาอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานต่อสินทรัพย์เสี่ยงเฉลี่ย 4 ปีที่ระดับสูงกว่า 2.5% โดยไม่ได้มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ควบคู่ไปกับการดำรงความสามารถในการรองรับความเสี่ยงด้านเงินกองทุนที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง
อันดับเครดิตหุ้นกู้และอันดับเครดิตอื่น: ปัจจัยสนับสนุนอันดับเครดิต
หุ้นกู้ด้อยสิทธิ
อันดับเครดิตของหุ้นกู้ด้อยสิทธิสกุลเงินบาทที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 ตามเกณฑ์บาเซล 3 ของ TTB อยู่ต่ำกว่าอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินในกรณีที่เป็นอันดับเครดิตภายในประเทศ (implied National VR) ซึ่งป็นอันดับเครดิตอ้างอิงของหุ้นกู้ด้อยสิทธิอยู่ 2 อันดับ โดยสะท้อนถึงความเสี่ยงของการขาดทุนจากการชำระคืนเงินกู้ (loss severity risk) และสอดคล้องกับกรณีพื้นฐานตามเกณฑ์การจัดอันดับเครดิตของฟิทช์ เนื่องจากฟิทช์มองว่าหุ้นกู้ด้อยสิทธิมีโอกาสที่จะได้รับชำระหนี้คืน (recovery rate) ในอัตราที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิไม่มีหลักประกัน หุ้นกู้ด้อยสิทธิดังกล่าวไม่ได้ถูกปรับลดอันดับเพิ่มเติมเพื่อสะท้อนถึงความเสี่ยงที่ผู้ถือหุ้นกู้จะไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่คาดการณ์ (non-performance risk) เนื่องจากไม่มีคุณสมบัติรองรับผลขาดทุนระหว่างการดำเนินกิจการ (going-concern loss absorption) ทั้งนี้มีการกำหนดเหตุการณ์ที่จะทำให้เกิดผลการดำเนินงานที่ไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ (non-viability) คือเมื่อธนาคารกลาง หรือ หน่วยงานของรัฐบาล ตัดสินใจเข้าให้การช่วยเหลือทางการเงินแก่ธนาคาร
อันดับเครดิตที่ไม่รวมการสนับสนุนจากรัฐบาล (ex-government support: xgs)
อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศที่ไม่รวมการสนับสนุนจากรัฐบาลของ TTB มีปัจจัยพิจารณาหลักมาจากโครงสร้างเครดิตของตัวธนาคารเอง ซึ่งสะท้อนได้จากอันดับความแข็งแกร่งทางการเงิน อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะสั้นที่ไม่รวมการสนับสนุนจากรัฐบาลที่ ‘F3(xgs)’ เทียบจากอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวที่ไม่รวมการสนับสนุนจากรัฐบาล และสอดคล้องกับเกณฑ์การจัดอันดับเครดิตของฟิทช์
อันดับเครดิตหุ้นกู้และอันดับเครดิตอื่น: ปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่ออันดับเครดิต
ปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบเชิงลบหรือส่งผลให้เกิดการปรับลดอันดับเครดิต (ปัจจัยเดียวหรือหลายปัจจัยรวมกัน)
อันดับเครดิตของหุ้นกู้ด้อยสิทธิสกุลเงินบาทที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 ตามเกณฑ์บาเซล 3 จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกันกับโครงสร้างเครดิตของตัวธนาคารเอง ซึ่งสะท้อนได้จากอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินของธนาคาร ดังนั้นการปรับลดอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินของ TTB จะส่งผลให้อันดับเครดิตของหุ้นกู้ด้อยสิทธิถูกปรับลดอันดับลงเช่นกัน แต่ทั้งนี้ต้องพิจารณาเปรียบเทียบกับสถาบันการเงินอื่นที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตภายในประเทศด้วย
การปรับลดอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินของ TTB น่าจะส่งผลให้อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวที่ไม่รวมการสนับสนุนจากรัฐบาล อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะสั้นที่ไม่รวมการสนับสนุนจากรัฐบาล ถูกปรับลดอันดับลงเช่นกัน
ปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบเชิงบวกหรือส่งผลให้เกิดการปรับเพิ่มอันดับเครดิต (ปัจจัยเดียวหรือหลายปัจจัยรวมกัน)
อันดับเครดิตของหุ้นกู้ด้อยสิทธิสกุลเงินบาทที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 ตามเกณฑ์บาเซล 3 อาจได้รับการปรับเพิ่มอันดับ หากอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินของ TTB ได้รับการปรับเพิ่มอันดับ แต่ทั้งนี้ฟิทช์จะต้องพิจารณาเปรียบเทียบกับสถาบันสถาบันการเงินอื่นที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตภายในประเทศด้วย
การปรับเพิ่มอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินของ TTB จะส่งผลให้อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวที่ไม่รวมการสนับสนุนจากรัฐบาลและอันดับเครดิตสากลที่ไม่รวมการสนับสนุนจากรัฐบาลของหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิถูกยกเลิก เนื่องจากอันดับเครดิตดังกล่าวจะไม่มีการสนับสนุนจากรัฐบาลเป็นปัจจัยสนับสนุนอันดับเครดิต แต่อย่างไรก็ตามอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะสั้นที่ไม่รวมการสนับสนุนจากรัฐบาลอาจจะไม่เปลี่ยนแปลง เว้นแต่อันดับคะแนนปัจจัยด้านการ
ระดมเงินและสภาพคล่องของธนาคารได้รับการประเมินให้อยู่ที่ระดับ ‘bbb+’ หรือหากอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินได้รับการปรับเพิ่มอันดับเป็น ‘bbb+’
การปรับอันดับคะแนนของปัจจัยที่ใช้ในการพิจารณาอันดับความแข็งแกร่งทางการเงิน
อันดับคะแนนปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมในการดาเนินงานที่ ‘bbb’ สูงกว่าคะแนนตามเกณฑ์มาตรฐานที่ ‘bb’ เนื่องจากการปรับเพิ่มคะแนนจากปัจจัยด้านอันดับเครดิตของประเทศ
อันดับความแข็งแกร่งทางการเงินที่ ‘bbb-‘ อยู่ต่ำกว่าคะแนนตามเกณฑ์มาตรฐานที่ ‘bbb’ เนื่องจากการปรับลดคะแนนจากปัจจัยด้านโครงสร้างธุรกิจ
แหล่งข้อมูลที่มีนัยสำคัญต่อการพิจารณาอันดับเครดิต
แหล่งที่มาของข้อมูลหลักที่ใช้ในการประเมินอันดับเครดิตมีรายละเอียดเปิดเผยอยู่ในเกณฑ์การจัดอันดับเครดิตที่เกี่ยวข้องของฟิทช์
อันดับเครดิตที่มีความเชื่อมโยงกับอันดับเครดิตอื่น
อันดับเครดิตของ TTB มีความเชื่อมโยงกับอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศรยะยะยาวของประเทศไทย
การพิจารณาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)
ระดับคะแนนที่สูงที่สุดสาหรับความสัมพันธ์ของ ESG ต่ออันดับเครดิต (หากมีการเปิดเผย) แสดงว่าระดับคะแนนจะอยู่ที่ระดับ 3 ซึ่งหมายความว่าปัจจัยด้าน ESG จะไม่ส่งผลกระทบหรืออาจมีผลกระทบในระดับที่น้อยมากต่ออันดับเครดิตของธนาคาร ไม่ว่าจะด้วยปัจจัยจากลักษณะของธุรกิจหรือจากการบริหารจัดการของธนาคารก็ตามสาหรับรายละเอียดเพิ่มเติมหาได้จาก www.fitchratings.com/esg
รายละเอียดของอันดับเครดิตทั้งหมดมีดังต่อไปนี้:
– อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวคงอันดับที่ ‘BBB’ แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ
– อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะสั้นคงอันดับที่ ‘F2’
– อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวคงอันดับที่ ‘AA+(tha)’; แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ
– อันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้นคงอันดับเครดิตที่ ‘F1+(tha)’
– อันดับความแข็งแกร่งทางการเงินคงอันดับที่ ‘bbb-‘
– อันดับเครดิตสนับสนุนจากรัฐบาลคงอันดับที่ ‘bbb’
– อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวที่ไม่รวมการสนับสนุนจากรัฐบาลคงอันดับที่ ‘BBB-(xgs)’
– อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะสั้นที่ไม่รวมการสนับสนุนจากรัฐบาลที่คงอันดับที่ ‘F3(xgs)’
– อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวหุ้นกู้ด้อยสิทธิสกุลเงินบาทที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 ตามเกณฑ์บาเซล 3 คงอันดับที่ ‘A(tha)’