บลจ.ยูโอบีประเมินตลาดการเงินโลกเริ่มเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น หลังมีความหวังเชิงบวกต่อการเจรจาสันติภาพกับอิหร่าน ขณะที่หุ้นเทคโนโลยียังถูกจับตาจากแรงลงทุน AI โดยเฉพาะ Oracle ที่ร่วงเกือบ 10% จากความกังวล CapEx สูง แม้ดีล AI กับ OpenAI หนุนยอดสัญญารอรับรู้รายได้พุ่ง 363% พร้อมแนะติดตามการ

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยรายงาน Weekly Market in Brief ประจำวันที่ 15–19 มิถุนายน 2569 โดยระบุว่า ตลาดการเงินโลกเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้นในวันศุกร์ จากความคาดหวังเชิงบวกต่อข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่าน โดยการเจรจาในประเด็นนิวเคลียร์มีแนวโน้มดำเนินต่อไปเป็นระยะเวลา 60 วัน

ราคาหุ้น Oracle หรือ ORCL ปรับตัวลดลงเกือบ 10% หลังประกาศงบการเงิน เนื่องจากตลาดกังวลตัวเลขงบลงทุน หรือ CapEx ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก และกดดันกระแสเงินสดอิสระ หรือ Free Cash Flow ให้ติดลบมากขึ้น แม้ว่าตัวเลขรายได้ อัตรากำไรสุทธิต่อหุ้น สัญญาที่รอรับรู้รายได้ ซึ่งเติบโตถึง 363% เมื่อเทียบรายปี รวมถึงการคาดการณ์รายได้ในอนาคต หรือ Guidance จะออกมาดี โดยรายงานระบุว่ากว่าครึ่งหนึ่งมาจากดีลโครงสร้างพื้นฐาน AI ขนาดใหญ่กับ OpenAI

ขณะที่หุ้น SpaceX ซึ่งเริ่มเข้าซื้อขายในตลาด Nasdaq เมื่อวันศุกร์ ปิดปรับตัวขึ้น 19.2% ส่งผลให้มูลค่าตลาดของบริษัทอยู่ที่ประมาณ 2.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยตลาดยังจับตาการเข้าตลาดของหุ้น OpenAI และ Anthropic ซึ่งคาดว่าจะเสนอขายหุ้น IPO ในช่วงปลายปี 2569

ในฝั่งนโยบายการเงิน CME Fed Watch Tool สะท้อนว่านักลงทุนให้น้ำหนัก 55% ว่าเฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในเดือนธันวาคม 2569 ขณะที่เงินเฟ้อผู้บริโภค CPI และ Core CPI ของสหรัฐฯ เดือนพฤษภาคม เมื่อเทียบรายปี ออกมาตามคาดการณ์ที่ 4.2% และ 2.9% ส่วนเงินเฟ้อผู้ผลิต PPI และ Core PPI ออกมาที่ 6.5% และ 4.9% เทียบกับคาดการณ์ที่ 6.4% และ 5.4% ขณะที่ความคาดหวังเงินเฟ้อระยะ 1 ปี และ 5 ปีข้างหน้า เดือนพฤษภาคม อยู่ที่ 4.6% และ 3.4% ลดลงจากเดือนเมษายนที่ 4.8% และ 3.9%

ธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ระดับ 2.25% ในการประชุมสัปดาห์ที่ผ่านมา ตามที่ตลาดคาดการณ์ โดยนักลงทุนมองเห็นความเป็นไปได้ที่ ECB จะขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 0.25% ภายในปี 2569 ขณะเดียวกัน ECB ปรับลดคาดการณ์ GDP ยูโรโซน โดยคาดว่าเศรษฐกิจยูโรโซนจะขยายตัว 0.8% ในปี 2569, 1.2% ในปี 2570 และ 1.5% ในปี 2571

ตลาดญี่ปุ่น ดัชนี Nikkei 225 ฟื้นตัวแรงในวันศุกร์ จากความคาดหวังว่าการเจรจาสหรัฐฯ–อิหร่านจะช่วยหนุนบรรยากาศตลาด โดยดัชนีปิดเหนือ 67,000 จุด สะท้อนโมเมนตัมราคาที่ดีขึ้น ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 1.00% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี ในการประชุมวันที่ 15–16 มิถุนายน 2569 โดยนักลงทุนคาดว่า BOJ จะปรับขึ้นดอกเบี้ยไปที่ระดับ 1.25% ภายในสิ้นปี 2569

ตัวเลขเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังออกมาดีกว่าคาด โดย GDP ญี่ปุ่นไตรมาส 1 ปี 2569 แบบ Annualized อยู่ที่ 1.8% สูงกว่าคาดการณ์ที่ 1.3% คำสั่งซื้อเครื่องจักรเดือนพฤษภาคมเมื่อเทียบรายปีขยายตัวแข็งแกร่งที่ 37.4% และเงินเฟ้อผู้ผลิต PPI เดือนพฤษภาคมเมื่อเทียบรายปีอยู่ที่ 6.3% สูงกว่าคาดการณ์ที่ 5.5%

ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปิดบวกกว่า 4% และกลับมายืนเหนือระดับ 8,000 จุดในวันศุกร์ โดยกระทรวงเศรษฐกิจและการคลังเกาหลีใต้รายงานว่าเศรษฐกิจเกาหลีใต้ยังอยู่ในทิศทางฟื้นตัว ได้แรงหนุนจากการส่งออกที่แข็งแกร่ง รวมถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่ปรับตัวดีขึ้น โดยยอดส่งออกเดือนพฤษภาคมปรับขึ้นถึง 53.2% เมื่อเทียบรายปี จากความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ที่เพิ่มขึ้นสูงมาก ส่วน GDP เกาหลีใต้ไตรมาส 1 ปี 2569 เมื่อเทียบรายปี ขยายตัวดีกว่าคาดที่ 3.8% เทียบกับคาดการณ์ 3.6%

ด้านจีน ตัวเลขส่งออกเดือนพฤษภาคมเมื่อเทียบรายปีขยายตัวดีกว่าคาดที่ 19.4% เทียบกับคาดการณ์ 15.0% ยอดนำเข้าขยายตัวดีกว่าคาดที่ 27.4% เทียบกับคาดการณ์ 25.0% และยอดการค้าเดือนพฤษภาคมเกินดุลกว่าคาดที่ 105,430 ล้านหยวน เทียบกับคาดการณ์ 92,100 ล้านหยวน ส่วน CPI จีนเดือนพฤษภาคมเมื่อเทียบรายปีออกมาที่ 1.2% ต่ำกว่าคาดการณ์ 1.3% ขณะที่ PPI ออกมาที่ 3.9% สูงกว่าคาดการณ์ 3.8% และยอดสินเชื่อใหม่เดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 520,000 ล้านหยวน ต่ำกว่าคาดการณ์ 540,000 ล้านหยวน

ในฝั่งสหรัฐฯ Fed Dot-Plot สะท้อนเส้นทางอัตราดอกเบี้ย หรือ Interest Rates Path ว่ามีการคาดการณ์การลดดอกเบี้ยลงอีก 1 ครั้งในปี 2569 ซึ่งต่างจากมุมมองของนักลงทุนในตลาดที่คาดว่า Fed มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในเดือนธันวาคม 2569

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ปิดที่ระดับ 4.02% ส่วนอายุ 10 ปี ปิดที่ 4.42% โดยยีลด์ลดระดับการเร่งตัวลงจากสัปดาห์ก่อน ขณะที่ US MBS ทำผลงาน Outperformed ในช่วงที่ยีลด์ลดลงจากจุดสูงสุดของสัปดาห์ก่อน โดยรายงานระบุว่าการที่ยีลด์เร่งตัวขึ้นเป็นจุดเริ่มต้นในการสะสมลงทุนที่ดี หรือ Attractive Yield Entry Point และ Spread Valuation ของ Agency MBS อยู่ในระดับที่น่าสนใจ เมื่อพิจารณาจาก 10Y Relative Value เทียบกับ US IG Bond

ประเด็นที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้

บลจ.ยูโอบีระบุว่า ประเด็นสำคัญประจำสัปดาห์คือการประชุมของ BOJ และ FOMC โดยวันอังคารให้ติดตามผลผลิตภาคอุตสาหกรรมจีน ยอดค้าปลีกจีน และการตัดสินใจอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น วันพุธติดตามดุลการค้าญี่ปุ่นและยอดค้าปลีกสหรัฐฯ วันพฤหัสบดีติดตามการตัดสินใจอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ประมาณการเศรษฐกิจของ FOMC และการแถลงข่าวของธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่วนวันศุกร์ติดตามอัตราเงินเฟ้อญี่ปุ่น

ธีมการลงทุนหลักและกองทุนแนะนำ

บลจ.ยูโอบีแนะนำลงทุน หรือ Buy ในตราสารหนี้ทั่วโลกผ่านกองทุน UGIS ภายใต้ธีมการปรับลดดอกเบี้ยทั่วโลก หรือ Global Rates-Cut Theme และแนะนำลงทุน หรือ Buy ในหุ้นโลกแบบ Absolute Return ผ่านกองทุน UGEAR หรือ Adjusted Strategy เพื่อรับมือกับความผันผวนและความเสี่ยงที่สูงขึ้น

สำหรับ UGIS บลจ.ยูโอบีมองว่าเหมาะเป็น Top-of-Mind Global Fixed Income Solutions เนื่องจากมีความสามารถในการปรับพอร์ตที่ยืดหยุ่นสูง ส่วนกองทุน UGEAR มีค่าความสัมพันธ์กับกองทุนหุ้นโลกอื่น ๆ ต่ำมาก จากการเป็นกองทุน Absolute Return จึงคาดว่าจะมีโอกาสสร้างผลตอบแทนเมื่อเทียบกับความผันผวนด้านราคาได้ดี

สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ บลจ.ยูโอบีแนะนำลงทุน หรือ Buy ในกองทุน UGSTAR และ UGDIVP โดย UGSTAR เป็นกองทุนที่มีหุ้นครบทุก Character หรือ Style Agnostic และเป็น All-weather Strategy สำหรับการจัดสรรลงทุนในหุ้นโลก ส่วน UGDIVP เป็นกองทุนหุ้นโลกกลุ่ม Defensive Value ที่มีการเติบโตของเงินปันผลจากบริษัทคุณภาพดี หรือ Quality กระจายแหล่งที่มาของปันผลรับ ผ่านกลยุทธ์ High Income Equity จากหุ้นปันผล และกระแสเงินสดจาก Option Income

ภาพรวมผลตอบแทนตลาดโลกประจำสัปดาห์

ข้อมูล Global Market Weekly Performance ณ วันที่ 12 มิถุนายน ระบุว่า MSCI World อยู่ที่ 4,788.22 จุด เพิ่มขึ้น 0.68% ใน 1 สัปดาห์ และบวก 7.40% ตั้งแต่ต้นปี 2569 ขณะที่ Dow Jones อยู่ที่ 51,202.26 จุด เพิ่มขึ้น 0.66% ใน 1 สัปดาห์ และบวก 5.86% ตั้งแต่ต้นปี S&P 500 อยู่ที่ 7,431.46 จุด เพิ่มขึ้น 0.65% ใน 1 สัปดาห์ และบวก 7.76% ตั้งแต่ต้นปี ส่วน Nasdaq อยู่ที่ 25,888.84 จุด เพิ่มขึ้น 0.70% ใน 1 สัปดาห์ และบวก 10.55% ตั้งแต่ต้นปี

ฝั่งยุโรป FTSE 100 อยู่ที่ 10,471.72 จุด เพิ่มขึ้น 1.00% ใน 1 สัปดาห์ และบวก 5.34% ตั้งแต่ต้นปี CAC 40 อยู่ที่ 8,350.87 จุด เพิ่มขึ้น 1.61% ใน 1 สัปดาห์ และบวก 2.24% ตั้งแต่ต้นปี ส่วน STOXX 600 อยู่ที่ 633.21 จุด เพิ่มขึ้น 1.69% ใน 1 สัปดาห์ และบวก 6.82% ตั้งแต่ต้นปี

ตลาดเอเชีย Nikkei 225 อยู่ที่ 66,020.04 จุด ลดลง 0.85% ใน 1 สัปดาห์ แต่ยังบวก 31.15% ตั้งแต่ต้นปี Shanghai Composite อยู่ที่ 4,031.51 จุด เพิ่มขึ้น 0.09% ใน 1 สัปดาห์ และบวก 1.67% ตั้งแต่ต้นปี Hang Seng อยู่ที่ 24,717.10 จุด ลดลง 0.98% ใน 1 สัปดาห์ และติดลบ 4.40% ตั้งแต่ต้นปี SET Index อยู่ที่ 1,592.41 จุด เพิ่มขึ้น 0.62% ใน 1 สัปดาห์ และบวก 26.98% ตั้งแต่ต้นปี Sensex อยู่ที่ 75,527.95 จุด เพิ่มขึ้น 1.73% ใน 1 สัปดาห์ แต่ยังติดลบ 10.80% ตั้งแต่ต้นปี ส่วน VN Index อยู่ที่ 1,791.65 จุด ลดลง 2.57% ใน 1 สัปดาห์ แต่บวก 1.40% ตั้งแต่ต้นปี

ในกลุ่มสินทรัพย์ทางเลือก Thai REIT อยู่ที่ 139.28 จุด เพิ่มขึ้น 0.31% ใน 1 สัปดาห์ และบวก 6.44% ตั้งแต่ต้นปี Singapore REIT อยู่ที่ 671.23 จุด เพิ่มขึ้น 1.35% ใน 1 สัปดาห์ แต่ติดลบ 5.46% ตั้งแต่ต้นปี Asia ex-Japan REIT อยู่ที่ 5,079.63 จุด เพิ่มขึ้น 0.92% ใน 1 สัปดาห์ แต่ติดลบ 2.12% ตั้งแต่ต้นปี Global REIT อยู่ที่ 1,899.50 จุด เพิ่มขึ้น 2.46% ใน 1 สัปดาห์ และบวก 9.86% ตั้งแต่ต้นปี

ราคาน้ำมันดิบ WTI อยู่ที่ 84.88 ดอลลาร์ ลดลง 6.25% ใน 1 สัปดาห์ แต่ยังบวก 46.47% ตั้งแต่ต้นปี ส่วนทองคำ Comex อยู่ที่ 4,215.00 ดอลลาร์ ลดลง 2.82% ใน 1 สัปดาห์ และติดลบ 3.91% ตั้งแต่ต้นปี

ค่าเงิน USD/THB อยู่ที่ 32.66 เปลี่ยนแปลง 0.11% ใน 1 สัปดาห์ และ 3.86% ตั้งแต่ต้นปี ส่วน USD/JPY อยู่ที่ 160.24 เปลี่ยนแปลง -0.03% ใน 1 สัปดาห์ และ 2.45% ตั้งแต่ต้นปี ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี อยู่ที่ 4.48 โดยเปลี่ยนแปลง -0.0514 ใน 1 สัปดาห์ และ 0.3570

Related Articles

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *