นายณัฐพล จันทร์สิวานนท์ กรรมการผู้จัดการ สายการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด (บลจ. ยูโอบี) ได้ให้มุมมองว่า เศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง แม้เผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่ยังสูงกว่ากรอบเป้าหมาย ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่กระทบต่อภาคพลังงาน และราคาน้ำมันที่ทรงตัวในระดับสูง ขณะที่การชะลอตัวทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาเป็นเพียงภาวะชั่วคราว ด้านนโยบายการเงิน ธนาคารกลางหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ยังคงให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อ ส่งผลให้ภาวะการลงทุนเปลี่ยนจากการขับเคลื่อนด้วยสภาพคล่องและดอกเบี้ยต่ำ ไปสู่การให้ความสำคัญกับการเติบโตของกำไรและคุณภาพของงบดุลมากขึ้น ในบริบทดังกล่าว ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นเมกะเทรนด์สำคัญของตลาดการเงินโลก แต่การลงทุนมีความแตกต่างกันมากขึ้นระหว่างบริษัทที่สามารถสร้างรายได้และมีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง กับบริษัทที่ยังพึ่งพาเงินทุนเพื่อการเติบโต ขณะเดียวกัน ผลตอบแทนของตลาดหุ้นทั่วโลกมีแนวโน้มกระจายตัวกว้างขึ้น จากการที่การเติบโตของกำไรเริ่มขยายจากกลุ่มเทคโนโลยีไปสู่กลุ่มพลังงาน การเงิน และสุขภาพ

 

บลจ. ยูโอบี ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในตลาดสหรัฐฯ และญี่ปุ่นเป็นหลัก โดยตลาดสหรัฐฯ ได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตของผลประกอบการที่แข็งแกร่งและวัฏจักรการลงทุนด้าน AI ที่ยังดำเนินต่อเนื่อง โดยเน้นหุ้นขนาดใหญ่คุณภาพสูงและบริษัทในห่วงโซ่อุปทาน AI ที่มีความสามารถในการสร้างรายได้อย่างชัดเจน ขณะที่ตลาดญี่ปุ่นยังได้รับปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ การปฏิรูปธรรมาภิบาลภาคธุรกิจ และการหลุดพ้นจากภาวะเงินฝืดอย่างยั่งยืน จึงมองว่าการปรับฐานในระยะสั้นเป็นโอกาสสำหรับการเข้าลงทุนระยะยาว สำหรับตลาดเอเชียยังคงแนะนำการลงทุนแบบคัดเลือกเป็นรายประเทศและรายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Semiconductor เนื่องจากเศรษฐกิจจีนยังเผชิญความท้าทายจากภาคอสังหาริมทรัพย์และการบริโภคที่ฟื้นตัวช้า ส่วนตลาดยุโรปยังคงมุมมองระมัดระวังจากความเปราะบางต่อราคาพลังงาน ความเสี่ยงด้านการเมือง และแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่ยังเป็นรองตลาดหลักอื่น

 

ภายใต้สภาวะที่อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูง ตราสารหนี้คุณภาพสูงอายุสั้นถึงปานกลางยังคงมีความน่าสนใจจากผลตอบแทนที่อยู่ในระดับดีและช่วยสร้างรายได้สม่ำเสมอให้แก่พอร์ตการลงทุน ขณะที่ทองคำยังมีบทบาทในการกระจายความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และเงินเฟ้อ

สำหรับประเทศไทย บลจ. ยูโอบี ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นในช่วง 12 เดือนข้างหน้า แม้ความผันผวนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ และ Fund Flow ต่างชาติอาจกดดันตลาดในระยะสั้น โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเติบโต 2.0-2.3% และได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนใน AI, Data Center และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ของประเทศ รวมถึงแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง คงเป้าหมาย SET Index ปี 2569 ที่ 1,650 จุด โดยมองว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนยังอยู่ในทิศทางฟื้นตัวต่อเนื่อง พร้อมให้น้ำหนักการลงทุนใน 5 ธีมหลัก ได้แก่ New Capex Cycle, Fiscal Stimulus, War-end Rally, Inflation Hedge และ Defensive Yield โดยให้น้ำหนักสูงสุดกับกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนด้าน AI, Data Center และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งมีศักยภาพเป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตและการปรับเพิ่มประมาณการกำไรของตลาดในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า

 

ด้านตราสารหนี้ มองว่าเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในลักษณะ K-Shape โดยกลุ่มเทคโนโลยีและธุรกิจที่เชื่อมโยงกับการส่งออกเติบโตได้ดีกว่ากลุ่มเศรษฐกิจอื่น ทำให้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายยังมีความจำเป็น คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมในปีหน้า ขณะที่ระดับผลตอบแทนพันธบัตรในปัจจุบันยังอยู่ในจุดที่น่าสนใจ จึงแนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพดีอายุปานกลาง เพื่อเพิ่มโอกาสรับทั้งผลตอบแทนจากดอกเบี้ยและโอกาสในการสร้างกำไรจากการลดลงของอัตราดอกเบี้ยในระยะถัดไป

 

นายกุลฉัตร จันทวิมล กรรมการผู้จัดการ สายพัฒนาธุรกิจ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด (บลจ. ยูโอบี) ได้ให้คำแนะนำทางเลือกผลิตภัณฑ์การลงทุน เพื่อรองรับวัตถุประสงค์การลงทุนที่แตกต่างกันของ
ผู้ลงทุน พร้อมรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ดังนี้

  1. กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund : RMF) ได้แก่
  • เพื่อกระจายการลงทุนไปยังตราสารหนี้ทั่วโลก : กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล อินคัม สตราทีจิค บอนด์ ฟันด์ เพื่อการเลี้ยงชีพ (UGISRMF) ระดับความเสี่ยง 5 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) ลงทุนในกองทุนหลัก PIMCO GIS Income Fund – Class I ซึ่งกองทุนหลักมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างกระแสรายได้ในระดับสูงโดยการบริหารการลงทุนอย่างรอบคอบ และมีวัตถุประสงค์ในการสร้างโอกาสสำหรับการเติบโตของเงินลงทุนในระยะยาว โดยมีหลักการสำคัญในการกระจายการลงทุนไปในตราสารหนี้ประเภทต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วโลกอย่างน้อย 2 ใน 3 ของมูลค่าทรัพย์สินของกองทุน
  • เพื่อกระจายการลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุนทั่วโลก : กองทุนเปิด ยูโอบี โกลบอล แอลโลเคชั่น เพื่อการเลี้ยงชีพ (UOBGARMF) ระดับความเสี่ยง 5 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) ลงทุนในกองทุนหลัก BGF Global Allocation Fund (Class A) โดยกองทุนหลักดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ลงทุนในตราสารทุน และตราสารหนี้ทั้งภาครัฐ และเอกชนในต่างประเทศทั่วโลกในสภาวการณ์ปกติไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน
  • เพื่อกระจายการลงทุนในตราสารทุนของบริษัทเกี่ยวกับนวัตกรรมทั่วโลก : กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล อินโนเวชั่น ฟันด์ เพื่อการเลี้ยงชีพ (UNIRMF) ระดับความเสี่ยง 6 (เสี่ยงสูง) ลงทุนในกองทุนหลัก United Global Innovation Fund Class A USD Acc โดยกองทุนหลักเน้นลงทุนในตราสารทุนของบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับนวัตกรรมทั่วโลก ซึ่งรวมถึงบริษัทที่อยู่ในตลาดของกลุ่มประเทศเกิดใหม่
  • เพื่อกระจายการลงทุนในทองคำแท่ง : กองทุนเปิด ยูโอบี โกลด์ เพื่อการเลี้ยงชีพ – H (UOBGRMF-H) ระดับความเสี่ยง 8 (เสี่ยงสูงมาก) ลงทุนในกองทุนหลัก SPDR Gold Trust โดยกองทุนหลักเน้นลงทุนในทองคำแท่ง เพื่อสร้างผลตอบแทนของกองทุนให้ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของราคาทองคำในตลาดโลกหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทั้งหมดของกองทุน
  • เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงการลงทุนที่ตอบโจทย์ในทุกช่วงของชีวิต ตั้งแต่ก่อนเกษียณ (Pre-Retirement) จนถึงหลังเกษียณ (Post-Retirement)
    • Pre-Retirement : กองทุนเปิด ยูไนเต็ด พรี สตราทีจิค กลายด์-พาธ ฟันด์ เพื่อการเลี้ยงชีพ (UPRERMF) ระดับความเสี่ยง 5 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) เหมาะกับนักลงทุนที่อยู่ในช่วง 10-15 ปี ก่อนเกษียณ กองทุนเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนหลัก Rowe Price Funds SICAV – Retirement Allocation Fund – 2 (Class A10 (USD)) ซึ่งเป็นกองทุนประเภท Fund of Funds โดยจะมุ่งเน้นเพิ่มโอกาสสำหรับการสะสมความมั่งคั่งและการสร้างการเติบโตของเงินทุนในระยะยาว มีสัดส่วนการลงทุนในตราสารทุนประมาณ 65% ของ NAV และตราสารหนี้ประมาณ 35% ของ NAV
    • Post-Retirement : กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โพส สตราทีจิค กลายด์-พาธ ฟันด์ เพื่อการเลี้ยงชีพ (UPOSTRMF) ระดับความเสี่ยง 5 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) เหมาะกับนักลงทุนที่อยู่ในช่วงวัยเกษียณ และช่วง 10-15 ปี หลังเกษียณ กองทุนเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนหลัก Rowe Price Funds SICAV – Retirement Allocation Fund – 1 (Class A10 (USD)) ซึ่งเป็นกองทุนประเภท Fund of Funds โดยจะมุ่งเน้นการสร้างกระแสเงินสดจากการลงทุนและการสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอและยั่งยืน ทั้งนี้ กองทุนหลักมีสัดส่วนการลงทุนในตราสารทุนประมาณ 51% ของ NAV และตราสารหนี้ประมาณ 49% ของ NAV
  1. กองทุนรวมเพื่อความยั่งยืน (Thailand ESG Fund : Thai ESG) ได้แก่
  • กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ตราสารหนี้ไทย ซัสเทนเนเบิล – ชนิดไทยเพื่อความยั่งยืนที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและไม่จ่ายปันผล (UTSB-THAIESG) ระดับความเสี่ยง 3 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำ) เน้นลงทุนในตราสารหนี้ เงินฝาก หรือตราสารเทียบเท่าเงินฝาก หน่วย CIS ธุรกรรมการให้ยืมหลักทรัพย์ โดยหลักทรัพย์ให้ยืมเป็นตราสารหนี้และธุรกรรมการซื้อโดยมีสัญญาขายคืน ทั้งในและต่างประเทศรวมกันทุกขณะไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV
  • กองทุนเปิด ยูไนเต็ด หุ้นไทย ซัสเทนเนเบิล – ชนิดไทยเพื่อความยั่งยืนที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและไม่จ่ายปันผล (UTSEQ-THAIESG) ระดับความเสี่ยง 6 (เสี่ยงสูง) เน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทจดทะเบียนใน SET บทกระดานหลัก และ/หรือ mai ที่มีความโดดเด่นด้าน ESG โดยกองทุนจะลงทุนในสินทรัพย์ดังกล่าวไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV
  1. กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ (Thailand ESG Extra Fund : Thai ESGX) ได้แก่
  • กองทุนเปิด ยูไนเต็ด หุ้นไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ – ชนิดปี 2569 เป็นต้นไปและไม่จ่ายเงินปันผล (UEQTESGX-N) และกองทุนเปิด ยูไนเต็ด หุ้นไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ – ชนิดปี 2569 เป็นต้นไปและจ่ายเงินปันผล (UEQTESGX-D) ระดับความเสี่ยง 6 (เสี่ยงสูง) มีนโยบายเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทจดทะเบียนใน SET บทกระดานหลัก และ/หรือ mai ที่มีความโดดเด่นด้าน ESG โดยกองทุนจะลงทุนในสินทรัพย์ดังกล่าวไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV ทั้งนี้ กองทุนจะลงทุนในตราสารทุนโดยมี net exposure ในตราสารทุนโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV
  • กองทุนเปิด ไนเต็ด มิกซ์ 70/30 ไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ – ชนิดปี 2569 เป็นต้นไปและไม่จ่ายเงินปันผล (UMIX-TESGX-N) และกองทุนเปิด ไนเต็ด มิกซ์ 70/30 ไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ – ชนิดปี 2569 เป็นต้นไปและจ่ายเงินปันผล (UMIX-TESGX-D) ระดับความเสี่ยง 5 (เสี่ยงสูงปานกลางค่อนข้างสูง) มีนโยบายเน้นลงทุนในตราสารทุนเพื่อความยั่งยืน ที่ได้รับการคัดเลือกจาก SET ว่ามีความโดดเด่นด้าน ESG หรือการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือมีการยกระดับด้าน Governance หรือหุ้นในโครงการ JUMP+ โดยเฉลี่ยรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 65% ของ NAV และในตราสารทุนโดยเฉลี่ยรอบปีบัญชีไม่เกิน 70% ของ NAV ส่วนที่เหลือลงทุนในตราสารเพื่อความยั่งยืนหรือพันธบัตรรัฐบาล

สำหรับนักลงทุนที่มียอดเงินลงทุนสะสมจากยอดซื้อและ/หรือ ยอดสับเปลี่ยนเข้าจาก บลจ.อื่นๆ ทุกๆ 50,000 บาทระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2569 – 31 ธันวาคม 2569 รับหน่วยลงทุนของกองทุน TCMF มูลค่า 100 บาท

Related Articles

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *