พรีเมียร์ควอลิตี้สตาร์ช (PQS) เตรียมเปิดขาย ไอพีโอ จำนวน 170 ล้านหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET) ภายในต้นปี 66 พร้อมเพิ่มฐานทุนและความสามารถด้านการขยายการลงทุนใหม่ พร้อมขยายธุรกิจให้สอดคล้องกับแผนการเติบโตของบริษัทฯ
นายสมยศ ชาญจึงถาวร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท พรีเมียร์ควอลิตี้สตาร์ช จำกัด (มหาชน) หรือ PQS ผู้ผลิตแป้งมันสำปะหลังชั้นนำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตแป้งมันสำปะหลังกว่า 20 ปี เปิดเผยว่า ในปี 2566 นี้บริษัทมุ่งเป้าสู่ผู้นำอันดับ 1 ในอุตสาหกรรมผลิตแป้งมันสำปะหลัง และการระดมทุนครั้งนี้ จะสนับสนุนให้ฐานเงินทุนแข็งแกร่งขึ้น พร้อมเพิ่มความสามารถและโอกาสในการขยายการลงทุนใหม่ๆ เพิ่มเติม
ปัจจุบันธุรกิจของบริษัทประกอบด้วย ธุรกิจผลิตและจำหน่ายแป้งมันสำปะหลัง แป้งมันสำปะหลังดัดแปร และแป้งแปรรูปอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อจำหน่ายไปยังผู้ผลิตอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ทั้งส่วนอุตสาหกรรมอาหาร และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมแปรรูปอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับอาหาร โดยจัดจำหน่ายทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการจำหน่ายกระแสไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ เพื่อใช้ในโรงงาน และจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
“เงินที่ได้จากการระดมทุนจะใช้เป็นเงินลงทุน และใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน เพื่อให้สอดคล้องกับแผนเติบโตของบริษัทฯ โดยจุดเด่นของบริษัทฯ คือ มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมผลิตแป้งมันสำปะหลัง รวมถึงระบบบริหารจัดการที่ดีไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความมั่นใจให้ลูกค้า ในการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ทำให้มีศักยภาพในการแข่งขัน สะท้อนถึงพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และแนวโน้มการเติบโตที่ยั่งยืน”นายสมยศ กล่าว
สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อย ในรอบ 3 ปีย้อนหลังที่ผ่านมา (ปี 2562-2564) มีรายได้รวม 1,255.70 ล้านบาท, 1,282.05 ล้านบาท และ 2,254.03 ล้านบาทตามลำดับ และมีกำไรสุทธิ 65.75 ล้านบาท, 82.09 ล้านบาท และ 313.82 ล้านบาทตามลำดับ ซึ่งเห็นได้ว่าผลประกอบการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามทิศทางเดียวกันกับการเพิ่มขึ้นของปริมาณการขาย และมีนโยบายจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิ
อย่างไรก็ตามบริษัทมีความพร้อมสำหรับการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (SET) เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจของบริษัทโดยเตรียมเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 170 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท คิดเป็น 25.37% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ และคาดว่าจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ SET ในกลุ่มอุตสาหกรรม เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร หมวดธุรกิจ อาหารและเครื่องดื่ม ภายในต้นปี 2566