KEY SUMMARY
หนี้ครัวเรือนต่อ GDP ในไตรมาส 2 ปี 2026 ลดเหลือ 85.2% และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องสู่ 83.5-84.5% ณ สิ้นปี แต่ความเสี่ยงด้านฐานะทางการเงินของครัวเรือนไม่ได้คลี่คลาย
|
สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP อยู่ที่ 85.2% ใน Q2/2026 ต่ำสุดในรอบ 25 ไตรมาส ยอดหนี้ครัวเรือนขยายตัวต่ำต่อเนื่องสามไตรมาสอยู่ที่ 16.43 ล้านล้านบาท ขยายตัวเพียง 0.59%YOY ใกล้เคียงไตรมาสก่อน ขณะที่ Nominal GDP โตเร็วกว่าหนี้ สัดส่วนหนี้ต่อ GDP จึงลดลงในเชิงตัวเลขมากกว่าที่จะสะท้อนความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนที่ปรับดีขึ้น
การลดลงของหนี้ครัวเรือนยังสะท้อนข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อมากกว่าการฟื้นตัวของฐานะการเงินครัวเรือน โครงสร้างหนี้ยังขยายตัวจากสินเชื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคลเป็นหลัก ขณะที่สินเชื่อเพื่อการศึกษาและสินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจยังคงหดตัว สะท้อนว่าการก่อหนี้ของครัวเรือนยังคงให้น้ำหนักกับสินเชื่อเพื่อการบริโภค ขณะที่การก่อหนี้เพื่อสนับสนุนการสร้างรายได้ในอนาคตยังไม่ฟื้นตัว นอกจากนี้ ครัวเรือนยังคงเข้าถึงสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินหลักได้ยาก โดยสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ยังหดตัว 2.3%YOY ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 9 ขณะที่สินเชื่อจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจและสถาบันการเงินของรัฐขยายตัวตามมาตรการช่วยเหลือทางการเงินของรัฐ ครัวเรือนบางส่วนจึงหันไปพึ่งพาแหล่งเงินกู้อื่นที่เข้าถึงได้ง่ายและมีเงื่อนไขที่ยืดหยุ่นสูงกว่า โดยเฉพาะสหกรณ์ออมทรัพย์ (4.8%YOY) และโรงรับจำนำ (16.9%YOY) ที่ขยายตัวสูงต่อเนื่อง
ความเสี่ยงของครัวเรือนกำลังเปลี่ยนจากการเร่งก่อหนี้ เป็นการรักษาสภาพคล่องและความสามารถในการชำระหนี้ ท่ามกลางรายได้ที่เปราะบางขึ้น โดยเฉพาะในภาวะที่ตลาดแรงงานอ่อนแอลงชัดเจน ทั้งการว่างงานเพิ่มขึ้น ชั่วโมงทำงานลดลง และค่าจ้างที่แท้จริงฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ประกอบกับสถานการณ์น้ำท่วมในช่วงนี้ยิ่งซ้ำเติมตลาดแรงงาน โดย
ดังนั้น สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่คาดว่าจะลดลงต่อเนื่องในระยะข้างหน้าไม่ได้สะท้อนว่าความเสี่ยงครัวเรือนกำลังคลี่คลายลง เพราะการลดหนี้รอบนี้มีลักษณะ Constraint-driven deleveraging ขณะที่ความเสี่ยงกำลังเปลี่ยนไปสู่สภาพคล่องและการชำระหนี้ของครัวเรือนกลุ่มเปราะบางมากขึ้น ท่ามกลางตลาดแรงงานที่ยังอ่อนแอและผลกระทบน้ำท่วม |
บทวิเคราะห์โดย… https://www.scbeic.com/th/detail/product/Household-debt-151026