นางสาววรรณจันทร์ อึ้งถาวร รองกรรมการผู้จัดการ สายการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด (“บลจ. ยูโอบี”)  เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคปี 2023 และมุมมองการลงทุนปี 2024
เศรษฐกิจโลกในปี 2023 เติบโตที่ 3.10% และคาดการณ์จะปรับลดลงที่ 2.70% ในปีนี้ และจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 3.00% ในปีหน้า (ที่มา : Bloomberg Analyst Consensus as of 8 February 2024) จากที่สหรัฐฯ มีแนวโน้มเติบโตได้ต่อเนื่องและชะลอตัวในลักษณะน้อยกว่าที่ตลาดกังวล (Better Than Fear) รวมถึงทิศทางอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงอย่างชัดเจนและภาคการจ้างงานที่ชะลอตัวลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปช่วยสนับสนุนให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งสัญญาณยุติการขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยมีโอกาสสูงที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะชะลอตัวแบบไม่รุนแรง (Soft Landing) และเปลี่ยนผ่านเข้าสู่วัฏจักรเศรษฐกิจระยะปลาย (Late Cycle) สำหรับตลาดหุ้นกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อนแรง จากอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงชัดเจน รวมถึงภาคการจ้างงานที่ชะลอตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ในขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียมีความผันผวนมากขึ้นหลังจากแนวโน้มการฟื้นตัวจากการเปิดประเทศเริ่มหมดไปและเผชิญกับความท้าทายจากอุปสงค์ภายนอกที่ชะลอตัวลงจากความกังวลเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมา เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มเติบโตลดลง โดยมีความเสี่ยงที่ต้องติดตาม คือ ความเปราะบางของภาคอสังหาริมทรัพย์โดยแม้ว่าจะมีการกระตุ้นจากภาครัฐออกมาแล้ว แต่ยังมีความท้าทายของรัฐบาล คือ การหาจุดสมดุลทางนโยบายในการแก้ปัญหาระยะสั้นในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์กับการเติบโตระยะยาวของเศรษฐกิจ ส่วนตลาดหุ้นไทย ดัชนี SET ในไตรมาสที่ 4/2023 ปรับตัวลดลง โดยเผชิญกับแรงขายต่างชาติอย่างต่อเนื่อง เป็นผลมาจากความเชื่อมั่นที่ลดลงและความกังวลในการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่อาจจะไม่ตรงจุดและเพิ่มภาระทางการคลังในระยะยาว รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวที่กลับเข้ามาช้ากว่าที่คาด และความกังวลเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัวทั่วโลกที่กระทบต่อภาคการส่งออก จากภาพรวมเศรษฐกิจดังกล่าว ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตามดังนี้
1) อัตราเงินเฟ้อที่แม้ว่าจะปรับตัวลดลงแล้วแต่ต้องติดตามดูพัฒนาการว่าจะสามารถปรับตัวลดลงได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่
2) ความสอดคล้องกันระหว่างการดำเนินนโยบายทางการเงินของ Fed ที่ต้องสร้างสมดุลระหว่างการควบคุมอัตราเงินเฟ้อ และการบริหารความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย
3) จับตาดูผลจาก Credit Conditions ที่เข้มงวดก่อนหน้านี้มากขึ้น ว่าจะส่งผ่านไปยัง Real Sector มากน้อยแค่ไหน

บลจ.ยูโอบี มีมุมมองว่าการบริหารความเสี่ยงท่ามกลางสภาวะความไม่แน่นอนเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญและต้องอาศัยการคัดสรรและการกระจายการลงทุนไปยังหลากหลายสินทรัพย์ควบคู่กันไปด้วย จึงแนะนำให้ลดน้ำหนักการถือครองเงินสดและตราสารหนี้ภาครัฐระยะสั้น เนื่องจากวัฏจักรการขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ผ่านจุดสูงสุดแล้ว และเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนทั่วโลก เนื่องจาก Treasury ที่ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วทำให้ระดับ Yield ในฝั่ง Credit มีความน่าสนใจมากกว่า ในขณะเดียวกันแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแรงกว่า จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ Credit Spread ปรับตัวลดลงได้อีก ทั้งนี้ สำหรับการลงทุนในตราสารหนี้ยังคงต้องอาศัยการคัดสรรตราสารที่มากขึ้น (Selection) เช่น การใช้ปัจจัย ESG เพื่อคัดกรองบริษัทที่มีคุณภาพและช่วยลดความผันผวน และ Downside จากการลงทุน ในขณะเดียวกันได้เพิ่มน้ำหนักหุ้นกลุ่มประเทศในฝั่งเอเชียที่มี Valuation ที่น่าสนใจและมีโอกาสที่เม็ดเงินลงทุนจะไหลกลับหลังจากทิศทางดอกเบี้ยและค่าเงินดอลลาร์ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว โดยการจัดสรรการลงทุนดังกล่าว เราเชื่อว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงได้แม้ในช่วงเวลาที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจอาจชะลอตัวลง

Related Articles

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *