นายสุทธิโรจน์ สิทธิวัฒนานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน กลุ่มจัดการลงทุนต่างประเทศ เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นโลกในช่วงครึ่งปีหลังยังมีแนวโน้มที่ดี โดยผลประกอบการบริษัทที่ดีเป็นปัจจัยสนับสนุนให้หุ้นน่าจะสร้างผลตอบแทนที่ดีต่อไปได้ แต่ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาหุ้นทั่วโลกสร้างผลตอบแทนที่ประมาณ 10% สูงกว่าค่าเฉลี่ยผลตอบแทนในอดีตที่ 7-8% ต่อปี อีกทั้งยังมีปัจจัยเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์อยู่ ทำให้หุ้นทั่วโลกในช่วงครึ่งปีหลังอาจจะปรับตัวขึ้นได้ไม่มากเท่ากับช่วงต้นปีที่ผ่านมา
โดยปัจจัยที่นักลงทุนควรจับตามองจากนี้ไปคือ อัตราเงินเฟ้อ การดำเนินนโยบายของธนาคารต่างๆ และปัจจัยความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หลังจากที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ผ่อนคลายลงมากขึ้น ทำให้เกิดคำถามว่าระดับราคาน้ำมันที่ลดลงจะส่งผ่านให้อัตราเงินเฟ้อในอนาคตลดลงได้เร็วแค่ไหน ซึ่งจะส่งผลต่อการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารต่างๆว่าอาจปรับดอกเบี้ยนโยบายได้ช้ากว่าคาดหรือไม่ ขณะที่ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังคงอยู่และสหรัฐฯอาจกลับมาใช้มาตรการภาษีการค้าเมื่อเข้าใกล้การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯในเดือนพฤศจิกายน 2569
จากมุมมองข้างต้นทำให้มองว่านักลงทุนยังคงพิจารณาลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงได้ต่อไปแต่อาจจะต้องเลือกลงทุนในตลาดหรือกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความโดดเด่นเพื่อควบคุมความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน โดย ตลาดหุ้นสหรัฐฯยังคงมีความน่าสนใจลงทุนเนื่องจากผลประกอบการมีความโดดเด่น ซึ่ง มากกว่า 80% ของบริษัทมีผลประกอบการที่ดีกว่าคาด อีกทั้งสหรัฐฯมีบริษัทที่เป็นผู้นำระดับโลกในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตสูงในระยะยาว เช่น AI และ Semiconductor ในขณะที่ตลาดเอเชียและตลาดเกิดใหม่ อาจมีทิศทางที่ผสมผสานกัน โดยตลาดหุ้นเกาหลีที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงก่อนหน้า อาจจะไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้มากดังเช่นในช่วงครึ่งปีแรก ในขณะที่ตลาดหุ้นจีนอาจได้รับปัจจัยสนับสนุนจากพัฒนาการของอุตสาหกรรม Semiconductor ภายในประเทศ รวมถึงความสามารถในการผลิตชิปหน่วยความจำ (Memory Chip) ได้ เป็นต้น ทั้งนี้ ตลาดเอเชียและตลาดเกิดใหม่อื่นๆ อาจยังคงปรับตัวผันผวนอยู่ตามสภาพตลาดในแต่ละประเทศ
สำหรับการลงทุนตราสารหนี้ทั่วโลก นักลงทุนควรพิจารณาใช้จังหวะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวขึ้นในการทยอยลงทุนในตราสารหนี้ระยะกลางโดยแนะนำให้มองในแง่ของรายได้จากดอกเบี้ยที่มากขึ้นมากกว่าการเก็งกำไรจากราคาพันธบัตร ขณะที่ควรกระจายความเสี่ยงลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกอย่างเช่น ทองคำเพื่อบริหารความเสี่ยง และ กองทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างกระแสเงินสดให้กับพอร์ตการลงทุน
ขณะที่ นายชัยพฤกษ์ กุลกาญจนาธร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน กลุ่มจัดการลงทุนในประเทศ เผยมุมมองการลงทุนของสินทรัพย์ตราสารทุน และตราสารหนี้ไทย ว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อ แต่ในอัตราที่ชะลอลงหลังจากที่ปรับตัวขึ้นแรงในช่วงที่ผ่านมา โดยได้รับแรงหนุนจากภาวะเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนที่คาดว่าจะฟื้นตัวและเร่งตัวขึ้น ปัจจัยสนับสนุนสำคัญคือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐที่คาดว่าจะส่งผลเต็มที่ อย่างไรก็ตาม คาดการปรับตัวขึ้นอยู่ในระดับที่จำกัด เนื่องจากมูลค่าตลาดเข้าใกล้ค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ระดับ P/E 16.6 เท่า และทิศทางนโยบายการเงินที่เข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐฯ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง ซึ่งกดดันการปรับเพิ่มมูลค่าหุ้น กลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำให้เน้นลงทุนกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจในประเทศ (Domestic Plays) มากขึ้น ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะขยายตัวได้ดีกว่า 2% ในปีนี้
ขณะที่ในด้านของสินทรัพย์ตราสารหนี้ไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย (Bond Yield) มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น โดยที่ธนาคารกลางทั่วโลกจะอยู่ในช่วงระมัดระวัง และวัฏจักรการลดดอกเบี้ยอาจสิ้นสุดลง เพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูงเกินเป้าหมายเนื่องจากความไม่แน่นอนในด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความตึงเครียดจากสงครามการค้า รวมถึงความต้องการกู้ยืมที่เพิ่มสูงขึ้นจากการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ยังต้องติดตามปัจจัยเรื่องทิศทางค่าเงินและกระแสเงินทุนต่างประเทศที่มีโอกาสผันผวน ดังนั้น การจัดสรรเงินลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นยังเป็นโอกาสลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุน
“ตลาดทุนไทยยังมีความแข็งแรงเชิงระบบ จากโครงสร้างกฎเกณฑ์ที่พัฒนาแล้ว ระบบกำกับดูแลและการเปิดเผยข้อมูลที่ค่อนข้างโปร่งใส บริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่จำนวนมากที่มีฐานะการเงินแข็งแรงและสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ สภาพคล่องตลาดดีกว่าหลายประเทศในภูมิภาค รวมไปถึงการมีฐานนักลงทุนสถาบันในประเทศขนาดใหญ่ จึงกล่าวได้ว่า แม้ไทยอาจจะไม่ใช่ High Growth Market แต่เป็น Mature, Liquidity-driven Market ที่มีเสถียรภาพ” นายชัยพฤกษ์กล่าว