บริษัท หลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด (Finnomena Funds) ภายใต้กลุ่มบริษัท Finnomena Group “WealthTech Platform for all” มีพันธกิจคือ มุ่งมั่นค้นหาโอกาสการลงทุนที่ดีที่สุดเพื่อทุกคนในทุก ๆ วัน ตอกย้ำความสำเร็จในการยกระดับศักยภาพธุรกิจ ผ่านการจัดให้มีผู้แนะนำการลงทุนที่ “ใช่” สำหรับลูกค้าทุกคนของกลุ่มบริษัทฯ (“TrueMatch Advisory”) เพื่อสอดรับกับวิสัยทัศน์ “ปลดล็อกคนนับล้านด้วยคำแนะนำการลงทุนที่ “ใช่” ให้บรรลุเป้าหมายสำคัญของชีวิต”

 

นายชยนนท์ รักกาญจนันท์ Co-Founder Finnomena Group และ CEO Finnomena Funds เปิดเผยว่า ปัญหาของนักลงทุนส่วนใหญ่ที่ล้มเหลวในโลกของการลงทุน นั่นคือการไม่เจอแนวทางและสินทรัพย์ที่เหมาะกับตัวเอง รวมถึงการไม่เคยได้พบกับผู้แนะนำการลงทุนคนที่ “ใช่” ทำให้ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงินที่สำคัญของชีวิต เราจึงต้องการที่จะยกระดับประสบการณ์ของนักลงทุนไทยให้ดียิ่งขึ้น ผ่านโครงการ “Better Together” ซึ่งมุ่งเน้นการ matching นักลงทุนทุกระดับกับผู้แนะนำการลงทุนที่ใช่ ทั้งเรื่องของสไตล์และพฤติกรรมการลงทุน อาชีพ ไปจนถึงถิ่นที่อยู่อาศัย

 

ณ เดือนมีนาคม 2569 แพลตฟอร์ม Finnomena มีจำนวนผู้เปิดบัญชีทั้งหมด 194,006 คน และในอนาคตบริษัทมีแผนที่จะขยายจำนวนผู้แนะนำการลงทุนอิสระให้เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดสู่ 6,000 คนในอีก 5 ปี จากปัจจุบันอยู่ที่ 3,342 คน พร้อมพัฒนาศักยภาพสู่ความเป็น “Alpha Advisors” ด้วยความรู้ที่เข้มข้น และเทคโนโลยีที่จะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าเดิม

 

นายเจษฎา สุขทิศ Co-Founder & CEO Finnomena Group เปิดเผยถึง มุมมองการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 ว่า ทิศทางตลาดกำลังก้าวเข้าสู่เฟส “Moving On” โดยความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์จะกลายเป็น New Normal และทรัมป์หันไปให้ความสนใจกับการเตรียมตัวเลือกตั้งกลางเทอมในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ และภาพรวมเศรษฐกิจยังคงถูกขับเคลื่อนด้วยการเติบโตของ AI แต่เม็ดเงินลงทุนจะเริ่มกระจายตัวไปยังอุตสาหกรรมและภูมิภาคอื่น ๆ มากขึ้น ทำให้เชื่อว่าในภาพรวมจะยังมีโอกาสการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง

 

นายวศิน ปริธัญ Managing Director บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เดฟินิท จำกัด ในเครือของ Finnomena Group กล่าวเสริมว่า กลยุทธ์การลงทุนที่เราแนะนำ ประกอบด้วย 3 ธีมหลัก ได้แก่ 1.) The AI Divergence จากความต้องการ AI ยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง เพราะได้แรงหนุนหลักจากงบลงทุน (CapEx) ของกลุ่ม Hyperscaler โดยแนะนำลงทุนผ่านกองทุนหุ้นเทคโนโลยี K-GTECH, กองทุนหุ้นสหรัฐฯ KF-SP500M, กองทุนหุ้นญี่ปุ่น KT-JAPANALL-A และกองทุนในธีม Grid Infrastructure อย่าง A-GRID

 

2.) The Catch-Up Trade ซึ่งที่ผ่านมาตลาดหุ้นถูกลากขึ้นด้วยหุ้นเพียงกระจุกตัว แต่กลุ่มที่เหลือยังคง Laggard และยังมีโอกาสด้วยระดับ Valuation ที่น่าสนใจ จึงแนะนำกลยุทธ์ Selective เน้นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับหรือมีสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจน เช่น ธีม Global Healthcare แนะนำกองทุน KKP GHC-A, หุ้นทั่วโลกนอกสหรัฐฯ แนะนำกองทุน U-WXUSFX และหุ้นไทยปันผลสูง TISCOHD-A

 

3.) Structural Geopolitics ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะยังคงอยู่และยืดเยื้อ ควรมองหาโอกาสในสินทรัพย์ที่เชื่อมโยงกับความปลอดภัยและการย้ายฐานการผลิตกลับสหรัฐฯ ที่มีความมั่นคง แนะนำธีม Defense กองทุน LHGDEFENSE-A, ธีม US Industrials กองทุน A-AIRR, ธีม Gold Miner กองทุน A-RING รวมถึงให้มีการป้องกันความเสี่ยง (Hedge) พอร์ตการลงทุนบางส่วนด้วยสินค้าโภคภัณฑ์อย่างกองทุน SCBCOMP

 

นายกสิณ สุธรรมมนัส Co-Founder & Chief Strategy Officer Finnomena Group กล่าวปิดท้ายว่า ตลอดระยะเวลา 10 ที่ผ่านมา Finnomena มุ่งมั่นเสริมความแข็งแกร่งรอบด้าน เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำ WealthTech Platform ของไทย ทั้งการลงทุนในกองทุน หุ้น ตราสารหนี้ และสินทรัพย์อื่น ๆ ผ่านการให้บริการข้อมูลข่าวสาร Open Knowledge กลยุทธ์การลงทุนที่พิสูจน์แล้วมานับทศวรรษ พร้อมด้วยการดูแลอย่างใกล้ชิดโดยผู้แนะนำการลงทุนมืออาชีพ จนสามารถครอบคลุมทุกประสบการณ์การลงทุนในแพลตฟอร์มเดียว

Related Articles

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *