บลจ.กสิกรไทยคาดสัปดาห์นี้ตลาดยังถูกขับเคลื่อนด้วย 3 ปัจจัยหลัก คือ เงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่สูงกว่าคาด ท่าทีของธนาคารกลาง และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่กดดันราคาพลังงาน แนะนักลงทุนกระจายพอร์ตและติดตามตัวเลขเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดก่อนเพิ่มน้ำหนักสินทรัพย์เสี่ยง
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) กสิกรไทย จำกัด หรือ KAsset เปิดเผยรายงาน Investment Weekly ประจำวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ว่า ภาพรวมตลาดการเงินโลกยังเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคมเร่งตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี ขณะที่เงินเฟ้อจีนยังทรงตัว สะท้อนอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังอ่อนแอ
ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของสหรัฐฯ หรือ CPI เดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 4.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน สูงสุดตั้งแต่เดือนมกราคม 2566 และเร่งขึ้นจาก 3.8% ในเดือนเมษายน แรงกดดันหลักมาจากราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน หรือ Core CPI ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารสดและพลังงาน เพิ่มขึ้น 2.9% สะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคายังอยู่ในระดับสูง
นอกจากนี้ ดัชนีราคาผู้ผลิต หรือ PPI ของสหรัฐฯ เดือนพฤษภาคม เพิ่มขึ้น 6.5% สูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565 จาก 5.7% ในเดือนเมษายน ขณะที่ Core PPI อยู่ที่ 4.9% ทรงตัว สะท้อนว่าต้นทุนภาคธุรกิจยังสูง และอาจส่งผ่านไปยังราคาสินค้าในระยะต่อไป
ส่วนจีน แม้เงินเฟ้อฝั่งผู้ผลิตจะเร่งตัว โดย PPI เดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 3.9% สูงสุดตั้งแต่เดือนมกราคม 2565 จากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่สูงขึ้น แต่เงินเฟ้อผู้บริโภคทั่วไปยังอยู่เพียง 1.2% และเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1.1% สะท้อนว่าอุปสงค์ในประเทศยังอ่อนแรง แม้การลงทุนด้าน AI และการฟื้นตัวบางภาคส่วนช่วยประคองเศรษฐกิจไว้
ด้านนโยบายการเงินคาดว่า เงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่เร่งตัวและทรงตัวในระดับสูง จะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50–3.75% ตลอดปีนี้ โดยต้องติดตามผลการประชุม Fed วันที่ 16–17 มิถุนายนอย่างใกล้ชิด รวมถึงการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BoJ วันที่ 15–16 มิถุนายน ซึ่งทั้งสองธนาคารกลางมีแนวโน้มดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ
สำหรับตลาดหุ้นต่างประเทศบลจ.กสิกรไทย แนะนำให้จับตาท่าทีของ Fed และ BoJ เป็นหลัก เพราะจะมีผลต่อทิศทางเงินทุนและสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก ขณะที่ตลาดหุ้นไทยคาดว่ายังเคลื่อนไหวตามข่าวการเจรจาการค้าสหรัฐฯ–จีน ผลประกอบการรายบริษัท และการปรับน้ำหนักดัชนีจาก FTSE Russell
ด้านตลาดตราสารหนี้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร หรือ Bond Yield ทั้งในไทยและต่างประเทศ มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น หลังเงินเฟ้อสหรัฐฯ เร่งตัวสู่ระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี ทำให้ราคาตราสารหนี้ยังมีโอกาสผันผวนตามทิศทางยีลด์
ส่วนทองคำ ยังได้รับแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่เร่งขึ้น เพราะอาจทำให้ Fed ต้องดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดนานขึ้น และกดดันราคาทองคำผ่านต้นทุนค่าเสียโอกาสที่สูงขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันยังต้องจับตาสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความคืบหน้าด้านการทูตระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่าน ซึ่งจะมีผลต่อทิศทางราคาน้ำมันในระยะต่อไป
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนบบจ.กสิกรไทย แนะนำให้จัดพอร์ตแบบ Core–Satellite โดยให้น้ำหนักพอร์ตหลัก 80% และพอร์ตเสริม 20% เพื่อกระจายความเสี่ยงในช่วงตลาดผันผวน โดยในพอร์ตหลักเสนอทางเลือกกองทุนผสมและตราสารหนี้ เช่น K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP, K-WPULTIMATE, K-GDBOND และ K-GNEXT ส่วนพอร์ตเสริมเน้นหุ้นต่างประเทศและสินทรัพย์ทางเลือก เช่น K-GPIN, K-GINFRA, K-GTECH, K-ATECH, K-VALUE และ K-PROPI