ภาพประกอบข่าว นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส SCBAM

บลจ.ไทยพาณิชย์ มองแนวโน้มลงทุนปี 2570 ให้น้ำหนักหุ้นทั่วโลก สหรัฐฯ และกลุ่มเทคโนโลยีเอเชีย รับกระแส AI ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง ชูกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ผู้ให้บริการเทคโนโลยีขนาดใหญ่ และธุรกิจความปลอดภัยไซเบอร์เป็นธีมลงทุนเด่น ขณะที่ทองคำยังน่าสนใจจากแนวโน้มลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ ส่วนตราสารหนี้เหมาะสำหรับสร้างรายได้ แต่ประสิทธิภาพในการกระจายความเสี่ยงอาจลดลง เตือนระเบียบโลกใหม่และความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มความผันผวนให้ตลาดการเงิน

นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) ไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและกลยุทธ์การลงทุนปี 2570 ว่า ปัจจุบันโลกกำลังเข้าสู่ระเบียบโลกใหม่ ซึ่งความมั่นคงกลายเป็นสิ่งที่หาได้ยาก และทุกประเทศต้องพยายามสร้างหลักประกันความมั่นคงให้กับตัวเอง โดยมีองค์ประกอบสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและปากท้อง ความมั่นคงของระบบการเงิน ความมั่นคงทางทหารและความปลอดภัยของประเทศ รวมถึงการสร้างพันธมิตรระหว่างประเทศ

ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลกในระยะยาว และส่งผลโดยตรงต่อทิศทางการลงทุนในระยะข้างหน้า

สำหรับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ปัจจัยสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือปัญญาประดิษฐ์ (AI) เนื่องจากประเทศที่ไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยีดังกล่าว อาจเผชิญข้อจำกัดในการเติบโตทางเศรษฐกิจ

“ปัจจุบันกระแสการลงทุนด้าน AI อยู่ในระดับสูงมาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้ให้บริการเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Hyperscaler) ซึ่งมีการลงทุนในปี 2569 ประมาณ 800,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2570 ขณะที่ปีถัดไปยังมีเป้าหมายการลงทุนในระดับล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเช่นเดียวกัน”

ธนาคารกลางสะสมทองคำต่อเนื่อง รับกระแสลดพึ่งพาดอลลาร์

นางนันท์มนัส กล่าวว่าอีกว่า อีกปัจจัยสำคัญของระเบียบโลกใหม่คือการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ (De-dollarization) ซึ่งเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางการเงินและการบริหารสินทรัพย์สำรองของประเทศ แม้ในช่วงที่ผ่านมาทองคำอาจยังไม่ได้สร้างผลตอบแทนโดดเด่นมากนัก แต่ธนาคารกลางของประเทศต่าง ๆ ยังคงทยอยสะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าแนวโน้มดังกล่าวจะดำเนินต่อไปในระยะยาว

ส่วนความมั่นคงทางทหาร หลายประเทศจำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณกลาโหมเพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านยุทโธปกรณ์ โดยเฉพาะยุโรปและสหรัฐอเมริกา ทำให้รัฐบาลมีงบประมาณสำหรับใช้จ่ายด้านอื่นลดลง ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจ บำนาญ และสวัสดิการต่าง ๆ ผลที่ตามมาคือรัฐบาลจำเป็นต้องจัดหาเงินทุนและออกพันธบัตรเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจและการลงทุนในระยะต่อไป

สำหรับธีมการลงทุนที่เคยแนะนำก่อนหน้านี้ ได้แก่ หุ้นจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น หุ้นในตลาดแนสแด็ก กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่ได้รับประโยชน์จาก AI รวมถึงทองคำและบิตคอยน์ พบว่าประมาณ 4 ใน 6 ธีมให้ผลตอบแทนที่ดี ขณะที่ทองคำและบิตคอยน์ยังไม่โดดเด่นมากนัก

อย่างไรก็ตาม ยังคงเชื่อมั่นว่าทั้งทองคำและบิตคอยน์มีโอกาสปรับตัวดีขึ้น และเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจในปี 2570 ส่วนหนึ่งที่ทำให้ผลตอบแทนของสินทรัพย์ทั้งสองยังไม่โดดเด่น มาจากราคาน้ำมันและความกังวลด้านเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yield) ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันในระยะสั้น ขณะที่การสะสมทองคำของธนาคารกลางเป็นการทยอยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในคราวเดียว

ปี 2570 ชูหุ้นโลก–ทองคำ มองต้นทุนการเงินระยะยาวยังสูง

สำหรับมุมมองการลงทุนในปี 2570 นางนันท์มนัสกล่าวว่า AI จะยังเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ เนื่องจากปัจจุบัน AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีที่น่าสนใจ แต่กลายเป็นสิ่งที่บริษัทต่าง ๆ จำเป็นต้องลงทุน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

หากพิจารณาบริษัทจดทะเบียนในดัชนี S&P พบว่าค่าใช้จ่ายด้าน AI ปัจจุบันยังอยู่ที่ประมาณ 0.1% ของยอดขายเท่านั้น และส่วนใหญ่ยังเป็นการลงทุนของบริษัทขนาดใหญ่ จึงมีโอกาสที่การลงทุนด้าน AI ของภาคธุรกิจจะขยายตัวได้อีกมาก

ขณะเดียวกัน ความต้องการเงินทุนทั้งจากภาครัฐและเอกชนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยบริษัทเทคโนโลยีต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากในการพัฒนา AI ส่วนรัฐบาลต้องหาเงินทุนมาชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ทำให้การแข่งขันในการจัดหาเงินทุนเพิ่มสูงขึ้น และต้นทุนทางการเงินระยะยาวมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับสูง

นอกจากนี้ ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ยังเป็นปัจจัยที่เพิ่มความผันผวนให้ตลาดการเงิน โดยช่วงหลังเกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งค่อนข้างบ่อย และบางเหตุการณ์ยืดเยื้อกว่าที่คาดไว้ สอดคล้องกับดัชนีที่สะท้อนความผันผวนซึ่งปรับสูงขึ้นจากช่วงที่ผ่านมา

ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนจึงจำเป็นต้องเตรียมรับมือกับความผันผวนที่อาจเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้า

เมื่อพิจารณาการจัดสรรเงินลงทุนตามประเภทสินทรัพย์ ในปี 2570 ยังคงชื่นชอบการลงทุนในหุ้นโดยเฉพาะหุ้นทั่วโลก เนื่องจากมองว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนยังสามารถเติบโตต่อไปได้ และ AI ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

หากแยกตามประเทศและภูมิภาค ยังคงให้น้ำหนักกับหุ้นสหรัฐอเมริกาและหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในเอเชีย โดยมีธีมการลงทุนหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) กลุ่มผู้ให้บริการเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Hyperscaler) และธุรกิจความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity)

ส่วนทองคำยังคงมีมุมมองเชิงบวก เนื่องจากได้รับประโยชน์จากแนวโน้มระยะยาวของการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ

ยุค Agentic AI หนุนธุรกิจชิป–คลาวด์–ไซเบอร์

นางนันท์มนัสกล่าวต่อว่า ปัจจุบัน AI กำลังเข้าสู่ยุค Agentic AI หรือระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถวางแผนและดำเนินงานหลายขั้นตอนได้ด้วยตัวเอง ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในระยะต่อไป

หากแบ่งวงจรการเติบโตระยะยาวของ AI (AI Supercycle) ออกเป็น 4 ระยะ พบว่าปัจจุบันได้ผ่านสองระยะแรกมาแล้ว ได้แก่ ระยะการฝึกโมเดล AI ให้เรียนรู้จากข้อมูล และระยะการนำโมเดลที่ฝึกฝนแล้วมาใช้งานจริง

ขณะที่ระยะที่สามคือ Agentic AI ซึ่งกำลังเริ่มต้นขึ้น โดย AI จะเปลี่ยนบทบาทจากเครื่องมือมาเป็นผู้ช่วยหรือเพื่อนร่วมงานที่สามารถทำงานหลายขั้นตอนได้ ทั้งการวางแผน ค้นหาข้อมูล ตรวจสอบข้อมูล และตรวจสอบผลการทำงาน

ส่วนระยะที่สี่จะเป็นการพัฒนา AI จากการทำงานบนหน้าจอไปสู่การทำงานในรูปแบบอื่นมากขึ้น ซึ่งยังเป็นภาพของอนาคต

การเข้าสู่ยุค Agentic AI ทำให้ระบบต้องใช้กำลังประมวลผลเพิ่มขึ้น เนื่องจากกระบวนการทำงานมีความซับซ้อนและมีหลายขั้นตอน รวมถึงต้องการระบบเครือข่าย (Networking) และระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

จึงมองว่ากลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ยังมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง เช่นเดียวกับกลุ่ม Hyperscaler ที่ยังเร่งการใช้จ่ายลงทุนเพื่อรองรับความต้องการด้าน AI

อีกกลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจคือธุรกิจให้บริการระบบคลาวด์ (Cloud Service Provider) โดยรายได้จากบริการคลาวด์ของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน สามารถเติบโตในระดับประมาณ 50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนในแต่ละไตรมาส

จับตา Cybersecurity คาดค่าใช้จ่ายด้าน AI Security โตปีละ 67%

อีกกลุ่มธุรกิจที่มีความสำคัญเพิ่มขึ้นตามการใช้งาน AI คือธุรกิจความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เนื่องจาก Agentic AI สามารถเริ่มทำงานและติดต่อสื่อสารระหว่างกันเองได้ ทำให้การควบคุมการเข้าถึงข้อมูล การประมวลผลข้อมูลภายในองค์กร และการป้องกันภัยคุกคามมีความสำคัญมากขึ้น

มีการประมาณการณ์ว่าในช่วงปี 2568–2570 ค่าใช้จ่ายด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของเครื่อง และความปลอดภัยของระบบ AI จะเติบโตประมาณ 67% ต่อปี ทำให้ธุรกิจ Cybersecurity เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของการใช้งาน AI ในระยะต่อไป

ตราสารหนี้เริ่มน่าสนใจ แต่กระจายความเสี่ยงได้ลดลง

สำหรับการลงทุนในตราสารหนี้ นางนันท์มนัสกล่าวว่า ปัจจุบันอัตราผลตอบแทนอยู่ในระดับที่น่าสนใจแล้ว แม้เงินเฟ้อจะยังอยู่ในระดับสูง แต่คาดว่าปี 2570 ราคาน้ำมันจะทยอยกลับเข้าสู่ระดับปกติจากสถานการณ์ด้านอุปทานที่ปรับตัวดีขึ้น

หากพิจารณาพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มองว่าอัตราผลตอบแทนในปัจจุบันได้สะท้อนแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจและภาวะเงินเฟ้อไปค่อนข้างมากแล้ว เช่นเดียวกับความคาดหวังเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่ตลาดรับรู้ไปมากพอสมควร ดังนั้น ตราสารหนี้จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับนักลงทุนที่ต้องการสร้างรายได้สม่ำเสมอ (Income) ให้กับพอร์ตการลงทุน

อย่างไรก็ตาม บทบาทของตราสารหนี้ในด้านการกระจายความเสี่ยงอาจลดลง เนื่องจากตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา พบว่าในบางช่วงความสัมพันธ์ระหว่างผลตอบแทนหุ้นกับตราสารหนี้ (Correlation) กลับมาเป็นบวก หรือมีการเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน

ภาวะดังกล่าวทำให้ตราสารหนี้อาจไม่สามารถช่วยลดความผันผวนของพอร์ตได้ดีเท่าที่ผ่านมา

ด้วยเหตุนี้ จึงยังให้น้ำหนักทองคำเป็นสินทรัพย์สำคัญในการกระจายความเสี่ยง เนื่องจากได้รับประโยชน์จากแนวโน้มการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐในระยะยาว

นอกจากนี้ ยังมองว่ากลยุทธ์การลงทุนที่มุ่งสร้างผลตอบแทนเป็นบวกโดยไม่ยึดติดกับทิศทางตลาด (Absolute Return) รวมถึงกองทุนที่เน้นสร้างรายได้ (Income Fund) เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากอาจมีความสัมพันธ์กับตลาดหุ้นในระดับต่ำ และสามารถช่วยสร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับพอร์ตการลงทุนได้

Related Articles

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *