ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

“เอกนิติ” เผย S&P คงอันดับเครดิตประเทศไทยที่ BBB+ มุมมองมีเสถียรภาพ คาดเศรษฐกิจปีนี้โต 2.3% และเฉลี่ยเพียง 2.4% ในช่วงปี 2569–2572 ท่ามกลางความเสี่ยงภายนอกและข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง จับตาหนี้รัฐบาลสุทธิเพิ่มจาก 40% เป็น 47% ของ GDP ภายในปี 2572 ขณะที่ฐานะการเงินต่างประเทศและทุนสำรองระหว่างประเทศยังแข็งแกร่ง ช่วยพยุงอันดับเครดิตไทย

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Global Ratings (S&P) คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ BBB+ พร้อมคงมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook)

S&P คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.3% ในปี 2569 จาก 2.4% ในปี 2568 ท่ามกลางแรงกดดันจากความเสี่ยงภายนอกและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยนโยบายการคลังของรัฐบาลจะช่วยบรรเทาผลกระทบ ขณะที่เสถียรภาพรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นจะช่วยให้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจระยะยาวได้ต่อเนื่องและรับมือความท้าทายระยะสั้นได้คล่องตัวขึ้น

ในช่วงปี 2569–2572 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 2.4% ต่อปี ขณะที่ GDP ต่อหัวจะเพิ่มจากประมาณ 8,000 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 เป็น 9,100 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น

S&P มองว่ารัฐบาลไทยยังให้ความสำคัญกับการลงทุนตามแผนปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติ โดยเฉพาะเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ซึ่งการลงทุนของรัฐวิสาหกิจและความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) จะช่วยขับเคลื่อนโครงการและแบ่งเบาภาระลงทุนของรัฐบาล

รัฐบาลยังส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) การสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับโลก รวมถึงสิทธิประโยชน์ด้านการวิจัย พัฒนา และฝึกอบรมเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

S&P คาดว่าการก่อหนี้สุทธิของรัฐบาล (Net Debt Accumulation) จะอยู่ที่ 4.2% ของ GDP ในปี 2569 และเฉลี่ย 3.5% ของ GDP ในช่วงปี 2569–2572 ส่งผลให้หนี้ภาครัฐบาลสุทธิ (Net General Government Debt) ต่อ GDP เพิ่มจากประมาณ 40% ณ สิ้นปี 2568 เป็น 47% ภายในปี 2572 ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นหนี้ภาครัฐบาลสุทธิตามนิยามของ S&P ไม่ใช่ยอดหนี้สาธารณะรวมตามนิยามที่ไทยใช้รายงาน

ด้านฐานะการเงินต่างประเทศ S&P คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะสมดุลในปี 2569 ก่อนกลับมาเกินดุลประมาณ 2.1–2.4% ของ GDP ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป จากแนวโน้มการส่งออกที่ขยายตัวตามการนำเข้าสินค้าขั้นกลางและราคาพลังงานที่ทยอยกลับสู่ภาวะปกติ โดยไทยยังเป็นเจ้าหนี้สุทธิต่างประเทศและมีทุนสำรองระหว่างประเทศสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนอันดับเครดิต

สำหรับปัจจัยที่ S&P จะติดตาม ได้แก่ การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยเมื่อเทียบกับประเทศที่มีระดับรายได้ใกล้เคียงกัน GDP ต่อหัว ทิศทางนโยบายการคลัง และเสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งมีผลต่อความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจและโอกาสปรับเพิ่มอันดับเครดิตในอนาคต

นายเอกนิติกล่าวเพิ่มเติมว่า การที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับสากลทั้งสามแห่ง ได้แก่ Fitch, Moody’s และ S&P มีมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในระดับมีเสถียรภาพ สะท้อนความเชื่อมั่นต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยรัฐบาลจะเดินหน้าส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และรักษาวินัยทางการคลัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนและวางรากฐานการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาว

Related Articles

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *